หน้าหลัก นิตยสารอุดมสาร/อุดมศานต์
 
 
     
ฉบับที่ 41 : 5-11 ต.ค.. 2551
 
บทความพิเศษ
 

 

 

เริ่มต้นตรงนี้ ปีพระวาจา - ปีนักบุญเปาโล

ตอนที่ 21 เปาโลช่วยแก้ปัญหาอันสำคัญ ของพระศาสนจักรยุคแรก

            4-5 ฉบับที่ผ่านมาเขียนเรื่องพระคัมภีร์ให้พี่น้องอ่านค่อนข้างเป็นเรื่องคล้ายวิชาการว่า ‘พระคัมภีร์เขียนด้วยภาษาอะไร
‘พระคัมภีร์แปลมาเป็นภาษาอื่นๆ ช่วงปีไหน และแปลมากี่ภาษาแล้ว ทำไมต้องแปล.....ฯลฯ
‘ภาษาโบราณที่เขียนพระคัมภีร์ ชื่อแปลกๆ ไม่คุ้นเคย เช่น ภาษาฮีบรู ภาษาอาราเมอิก ภาษาละติน ภาษากรีก ฯลฯ
ซึ่งก็ทราบอยู่แล้วว่าคนเราไม่ชอบอ่านอะไรที่เป็นวิชาการมากๆ อยากอ่านเรื่องเล่าง่ายๆ แต่ก็จงใจให้พี่น้องได้อ่านบทความแบบนี้ดูบ้าง อ่านครั้งแรกไม่เข้าใจอย่าท้อ ลองอ่านช้าๆ ซ้ำครั้งที่ 2 ครั้งที่ 3 หรือวางไว้ก่อน ไปทำงานหรือธุระอื่นๆ ก่อน แล้วว่างหลังอาบน้ำ สบายใจแล้วค่อยมาอ่านใหม่ ความคุ้นเคยจะทำให้เข้าใจง่ายขึ้น
คราวนี้ลองอ่านพระคัมภีร์ เปิดไปหนังสือ “กิจการอัครสาวก” บทที่ 15 มีคำอธิบายมาช่วยให้เข้าใจได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น จะอ่านคำอธิบายก่อน แล้วค่อยไปอ่านพระคัมภีร์ กิจการอัครสาวกบทที่ 15 หรือจะอ่านพระคัมภีร์ สลับกับคำอธิบายในนี้ก็ทำได้ เรามาเรียนพระคัมภีร์กันเลยนะครับ

 จุดเปลี่ยนสำคัญ
บทนำ
กระแสหลั่งไหลการกลับใจของคนต่างศาสนาเข้ามาในพระศาสนจักรก่อปัญหาประการหนึ่งที่ต้องสะสาง เป็นปัญหาเกิดจากสำนึกพื้นฐานของชาวยิวที่ว่า “พวกเขาเป็นประชากรเลือกสรร” จากหลักการนี้ก่อให้เกิดความเชื่อว่า ไม่เพียงแต่ชาวยิวเท่านั้นที่เป็นเจ้าขององค์พระผู้เป็นเจ้า แต่องค์พระผู้เป็นเจ้าก็มีแต่ชาวยิวเท่านั้นที่พระองค์ทรงโปรดปรานตามพันธสัญญา ปัญหาจึงอยู่ที่ว่าก่อนที่คนต่างศาสนาจะมาเป็นคริสตชนสมาชิกของพระศาสนจักรนั้น จำเป็นที่พวกเขาต้องเข้ารับพิธีสุหนัตเสียก่อน และยอมถือกฎหมายของโมเสสหรือไม่? หรือว่าคนต่างศาสนาสามารถเข้ามาอยู่ในพระศาสนจักร ได้เลย
แม้ต้องตอบคำถามนี้ก็ยังมีคำถามอื่นอีก เพราะพวกยิวเคร่งครัดจะไม่ยอมสัมพันธ์กับคนต่างศาสนา พวกเขาไม่ยอมรับคนต่างศาสนาเป็นแขกเข้ามาในบ้านและพวกเขาก็ไม่ยอมเป็นแขกไปบ้านของคนต่างศาสนา ไม่แม้กระทั่งทำธุรกิจธุรกรรมกับคนต่างศาสนา ดังนั้นหากคนต่างศาสนาได้รับอนุญาตเข้ามาเป็นเข้ามาในพระศาสนจักร ชาวยิวกับคนต่างศาสนาจะมีความสัมพันธ์กันได้มากน้อยเพียงใด และคนต่างศาสนาสามารถใช้ชีวิตประจำวันทางสังคมในพระศาสนจักรได้หรือไม่
นี่เป็นปัญหาที่จะต้องแก้ไข ทางออกไม่ง่าย แต่ที่สุด พระศาสนจักรก็ตัดสินใจว่าไม่ควรมีข้อแตกต่างระหว่าง ชาวยิวและคนต่างศาสนา ในบทที่ 15 ของหนังสือกิจการอัครสาวกเล่าถึงสังคายนาที่กรุงเยรูซาเล็ม ซึ่งการตัดสินก็คือเพื่ออิสรภาพของคนต่างศาสนาจากลัทธิยูดาอิสซึ่ม หรือศาสนายูดาย ของชาวยิวนั่นเอง

ปัญหาที่ต้องรีบจัดการ
กจ 15:1-5
คงเป็นเรื่องบังเอิญลงตัวที่ปัญหาสำคัญได้รับการแก้ไขที่อันทิโอก เพื่อพระวรสารจะได้ประกาศไปทั้งแก่ชาวยิว และคนต่างชาติ (GENTILES) และพวกเขาก็ อยู่ร่วมกันฉันพี่น้อง  แต่มีชาวยิวไม่เห็นด้วยกับสิ่งเหล่านี้ พวกเขาไม่เคยลืมสถานะตำแหน่งว่าเป็นประชากรเลือกสรรของพระเป็นเจ้า พวกเขาก็ยินดีให้คนอื่นเข้ามาในพระศาสนจักร แต่พวกนี้จะต้องมารับเงื่อนไขกลายเป็นยิวเสียก่อน หากแนวคิดนี้เป็นที่ยอมรับ ศาสนาคริสต์ก็มิได้เป็นอะไร นอกจากสาขาหนึ่งของศาสนา
ยูดาย (JUDAISM) ชาวยิวใจคับแคบบางคนไปเมืองอันทิโอก และเริ่มชักชวนผู้กลับใจใหม่ว่า เขาจะเสียสิทธิต่างๆ แม้แต่ความรอดพ้น ยกเว้นจะได้เข้าสุหนัตเป็นยิวเสียก่อน เปาโล และบารนาบัส ยืนยันแข็งขันขัดแย้งกับสิ่งนี้ และเหตุการณ์ดูเหมือนเข้าสู่ทางตัน มีหนทางเดียวคือการขึ้นไปกรุงเยรูซาเล็ม ศูนย์กลางปกครองพระศาสนจักรเวลานั้น กรณีที่ น.เปาโล และบารนาบัส เสนอนั้นง่ายมากโดยให้เรื่องราวความจริงที่เกิดขึ้นพูดด้วยตัวของมันเอง แต่ฟาริสีบางคนที่กลับใจ มาเป็นคริสตชนยืนยันว่าการเข้าสุหนัต และถือกฎตามธรรมบัญญัติเป็นสิ่งจำเป็น บรรดาอัครสาวกใช้หลักการง่ายๆ และเป็นการวางรากฐานอย่างครบถ้วน นั่นคือของประทานที่พระเป็นเจ้าทรงมีนั้นให้แก่ผู้เลือกสรรบางคน หรือสำหรับทุกคนทั้งโลก? ถ้าเรายึดเอาสิ่งนั้นมาเป็นของเรา นั่นคือเอามาเป็น “อภิสิทธิ์” ปัญหาก็จะเกิด แต่ถ้าเราเอามาเป็น “ความรับผิดชอบ” ที่จะมอบแจกจ่ายแก่ทุกคนปัญหาก็จะไม่เกิด แต่หากเอามาเป็น “อภิสิทธิ์” จะก่อเกิดปัญหาเรื่องระดับชนชั้น ระดับเชื้อชาติ ระดับสีผิว เราจะตระหนักถึงความจริง แห่งความหมายของคริสตชนก็ด้วยทางเดียว เมื่อกำแพง ระหว่างกลางที่แบ่งแยกถูกพังลงเท่านั้น

นักบุญเปโตรตัดสินข้อขัดแย้ง
กจ 15:6-12
ในการตอบข้อโต้แย้งแก่ชาวยิวที่เคร่งครัด น.เปโตรเตือนพวกเขาให้นึกถึงกรณีของตัวท่านเอง ที่รับผิดชอบต่อการต้อนรับนายร้อยคอร์เนลิอัส เข้ามาในพระศาสนจักรเมื่อ 10 ปีก่อน ยิ่งพิสูจน์ว่าท่านทำถูกต้องคือว่าพระเป็นเจ้าทรงประทานพระจิตของพระองค์มายังคนต่างชาติผู้นี้ที่เปิดใจรับแม้ว่ากฎหมายชาวยิวเรียกร้องให้มีการทำพิธีชำระตัว แต่พระเป็นเจ้าอาศัยพระจิตของพระองค์ชำระล้างดวงใจของเขา ความพยายามที่จะเชื่อฟังกฎหมายของชาวยิวก่อให้เกิดความสับสนในการปฏิบัติมากมาย และการได้รับความรอดพ้นก็คือ การหลุดพ้นจากการที่มนุษย์ยังคงต้องตกอยู่ในสภาพการพยายามไถ่โทษตัวเอง มีเพียงหนทางเดียวคือ ยอมรับของขวัญอันประเสริฐที่ประทานแก่เราเปล่าๆ คือ พระหรรษทานของพระเป็นเจ้าในลักษณะการปฏิบัติความเชื่อหมดหัวใจ
นักบุญเปโตรพูดตรงประเด็นแก่นปัญหา ในการโต้เถียงทั้งหมดนี้ โดยใช้หลักการลึกซึ้งที่สุดมาคลี่คลาย “มนุษย์สามารถเป็นผู้ชอบธรรมต่อพระเจ้าด้วยกำลังตนเองได้หรือ?” หรือว่า “เขาต้องยอมรับการไม่อาจช่วยตนเองได้ และพร้อมจะเชื่อด้วยความถ่อมตนยอมรับพระหรรษทานจากพระเป็นเจ้า” พวกยิวจึงแย้งว่า ศาสนาหมายถึงการได้รับความชอบธรรมจากพระเจ้าโดยถือธรรมบัญญัติน.เปโตรกล่าวว่า “ศาสนาประกอบไปด้วยการวางตัวเราไว้ในพระหรรษทานของพระเป็นเจ้า”  ตรงนี้จึงปรากฎความแตกต่างระหว่าง “ศาสนาแห่งการสร้างบุญด้วยกำลังของตนเอง”  กับ “ศาสนาแห่งพระหรรษทานที่ประทานมาให้แก่เรา”  สันติจะไม่มีวันมาถึงมนุษย์จนกระทั่งเขาตระหนักว่าเขาไม่มีทางเอาพระเจ้ามาเป็นของยื่นหมูยื่นแมว แต่ทั้งหมดที่เขาจะได้คือรับเอาพระหรรษทานที่พระเป็นเจ้า ประทานมาให้ ข้อที่ดูเหมือนจะขัดแย้งในชีวิตคริสตชน คือ
บนหนทางแห่งชัยชนะคือ “การยอม”  และหนทางแห่งพลังคือ “การยอมรับการไร้ความสามารถที่จะช่วยตนเอง”

การเป็นผู้นำกลุ่มคริสตชนของนักบุญยากอบ
กจ 15:13-21
การอนุโลมรับคนต่างศาสนาเข้ามาเป็นคริสตังโดยไม่ต้องเข้าสุหนัต และไม่ต้องถือกฎของธรรมบัญญัติทุกข้อ ในเรื่องอาหารการกิน และข้อห้ามต่างๆ สามารถทำได้เพราะนักบุญยากอบ ผู้อาวุโสปกครองกลุ่มคริสตชน ในเยรูซาเล็มผู้เป็นน้องของพระเยซูเป็นผู้เห็นชอบ ท่านมีน้ำหนักในการตัดสินใจเพราะคริสตังในกรุงเยรูซาเล็มยอมรับท่านด้วยเหตุดังนี้
1.         ท่านเป็นพยานในเรื่องการกลับคืนชีพของพระเยซูเจ้าด้วยตนเอง (1คร 15:7)
2.         ท่านเป็นเสาหลักของพระศาสนจักร (กท 1:19)
3.         เล่ากันว่า หัวเข่าของท่านด้าน ดุจเดียวกับเข่าอูฐ เพราะท่านคุกเข่าสวดบ่อยๆ และเป็นเวลานาน ท่านเป็น คนดีได้รับฉายาว่า “ยากอบผู้เที่ยงธรรม”
4.         ท่านเป็นคนเคร่งครัดในธรรมบัญญัติ หากท่าน ยอมคนอื่นก็ยอมด้วย (กจ 15:22-35)
การที่ต้องส่งยูดาส (บาร์ซับบาส) และสิลาสมาพร้อมกับจดหมายเป็นทางการในการอนุญาตต่อคนต่างศาสนานั้น เนื่องจากลำพังเปาโล และบารนาบัส จะไม่พอเพียงสำหรับชาวยิวในอันทิโอก ซึ่งคิดว่าท่านทั้งสอง ตกลงกันเองโดยไม่มีพยานหลักฐานจากเยรูซาเล็ม การที่มีบุคคลจากส่วนกลางที่เยรูซาเล็มมาด้วยย่อมขจัดปัญหาไปได้มากกว่าจดหมาย Udomsarn

 

ติดตามการเดินทางของพระคาร์ดินัลจากเมืองไทยไปฝรั่งเศสและอิตาลี

ระหว่างวันที่ 5-14 มิถุนายน ค.ศ. 2008 :    

บันทึกการเดินทางโดยคุณพ่ออนุชา  ไชยเดช
ตอนที่ 13 เมื่อมายืนอยู่หน้าอาสนวิหารนอเตรอดาม
            “พระคาร์ดินัลนำคาทอลิกไทย ร่วมฉลอง 350 ปี คณะมิสซังต่างประเทศ” อุดมสารรายสัปดาห์ปีที่ 32 ฉบับที่ 28 ประจำวันที่ 6-12 กรกฎาคม 2008 ได้พาดหัวข่าวพร้อมกับภาพอีก 2-3 ภาพ และเรื่องราวสรุปสั้นๆ ถึงเหตุการณ์ในวันนั้น สำหรับคอลัมน์นี้ผมจะพาท่านเดินลัดเลาะมาจนถึงหน้าอาสนวิหารนอเตรอดาม ก้าวเข้ามาร่วมมิสซาบูชาขอบพระคุณเฉลิมฉลองกันชนิดติดขอบพระแท่นกันเลยทีเดียว
            เราจากสถานีรถไฟที่ลูร์ดมาโดยไม่รู้ว่าการเดินทางมาที่นี่ครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้ายหรือยัง สิ่งที่พกพาติดตัวมาได้นอกจากรูปภาพ คำบอกเล่า และความประทับใจ คงเป็นความศรัทธาและความเชื่อที่สั่งสมมากยิ่งขึ้น
            ใครมักชอบบอกว่ารถขาล่อง(ขากลับ) เร็วกว่าขาขึ้น(ขามา) แต่สำหรับผม พอกันแฮะ จะดีก็คงเป็นเพราะภายในรถมีที่มากขึ้นเท่านั้นเอง และเราไม่มีอะไรต้องรีบอีกแล้ว
            พระคาร์ดินัลเดินมาพูดคุยกับพวกเราเหมือนทุกครั้ง บางทีก็นั่งเล่าเรื่องราวต่างๆ อย่างผู้รู้ลึกและน่าสนใจ ทั้งความรู้ทางโลกและทางธรรม สอดแทรกแง่คิด รวมทั้งยังมีทัศนคติการเจริญชีวิตอีกต่างหาก ผมเองโดยส่วนตัวแล้วอยากจะเก็บเรื่องราวที่ฟังเหล่านี้ไว้ด้วยวิธีใดก็ตามเพราะคิดเสมอว่า “สิ่งที่เขียนไว้ก็คงอยู่ วาจาก็โบยบิน”
            และในที่สุดเราก็ถึงสถานีรถไฟ Montparnasse กรุงปารีส เรารอผู้คน และสัมภาระ ไม่มีอะไรรีบอีกแล้ว มีแต่ผู้คนในวันอาทิตย์ที่เดินขวักไขว่ไปทั่ว มีคำเตือนเรื่องความปลอดภัยของทรัพย์สิน และการที่จะต้องเข็นกระเป๋าของตนออกไปยังที่รถจอดซึ่งไม่ใกล้เท่าไรแต่ก็ไม่ไกลจนเกินไป
            กว่าจะบรรทุกกระเป๋าเดินทางของทุกคนได้ทำเอาเหงื่อตก คุณพ่อหลายท่านกุลีกุจอเพื่อให้ทุกอย่างผ่านไปได้อย่างดีและรวดเร็ว การเดินทางทำให้เราเห็นและรู้จักคนมากขึ้นจริงๆ เมื่อทุกคนพร้อมแล้วรถก็ขับพาเราไปยังโรงแรม Novotel Paris Porte d' Asnieres  โดยพระคาร์ดินัลไมเกิ้ล มีชัย กิจบุญชู และพระคุณเจ้าเกรียงศักดิ์ โกวิทวาณิช ได้แยกไปเพื่อปฏิบัติภารกิจในฐานะผู้ใหญ่ของพระศาสนจักรในเมืองไทย โดยไปร่วมกิจกรรมกับทางคณะผู้จัดงานในวันนี้
            เมื่อถึงโรงแรมที่พักโชคดีที่พอมีเวลาให้พวกเราได้พักผ่อนหลังจากล้ามามากกับการเดินทางหลายชั่วโมง เรามีนัดกันเวลา 16.15 น. เพราะมิสซาฉลองคณะมิสซังต่างประเทศแห่งกรุงปารีสจะเริ่มเวลา 18.00 น. อาสนวิหารนอเตรอดามสถานที่ใช้ประกอบพิธีนั้นอยู่ไม่ห่างจากที่พักเราเท่าไรนัก แต่ที่น่าวิตกกังวลมากกว่าคือที่จอดรถ ผู้มาร่วมงาน และสถานที่ที่จะนัดพบพวกเราหลังจบพิธีมิสซา
            ความสำคัญของงานในวันนี้และของคณะมิสซังต่างประเทศแห่งกรุงปารีส ที่มีต่อพระศาสนจักรคาทอลิกในประเทศไทย หรือแม้กระทั่งประเทศไทย คงพอสรุปสั้นๆ ได้ว่า คณะเอ็มอีพี ตั้งขึ้น ค.ศ. 1658/2201 โดยถือเอาวันที่สมณกระทรวงเสนอชื่อพระสังฆราชฟรังซัวส์ ปัลลือ แลพระสังฆราชปิแอร์ ลังแบรต์ เดอ ลาม็อต เป็นผู้แทนพระสันตะปาปา ที่ขึ้นต่อสมณกระทรวงประกาศพระวรสาร (Propaganda Fide) เพื่อส่งธรรมทูตไปประกาศข่าวดีในทวีปเอเชีย และสร้างพระศาสนจักรท้องถิ่น สมเด็จพระสันตะปาปาอเล็กซานเดอร์ ที่ 7 ทรงอนุมัติเรื่องนี้เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน ค.ศ. 1658/2201
            ศูนย์ของคณะตั้งอยู่ที่ถนนบัค (Bac) โดยตั้งขึ้นเมื่อ ค.ศ. 1662 และรับพระสงฆ์ที่สมัครเข้าคณะเพื่อจะเป็นธรรมทูต ในวันที่ 7 กันยายน ค.ศ. 1663 ได้สร้างบ้านเณรของคณะขึ้น
            พระคุณเจ้าลังแบรต์ ธรรมทูตชุดแรกออกจากเมืองมาร์เซย ฝรั่งเศส วันที่ 27 พฤศจิกายน ค.ศ. 1660 มาถึงเมืองมะริด 16 พฤษภาคม ค.ศ. 1662 พักอยู่ 3 เดือน และเดินทางต่อมาเพชรบุรีและลงเรือมาถึงอยุธยา
            พระคุณเจ้าลังแบรต์มาถึงอยุธยา วันที่ 22 สิงหาคม ค.ศ. 1662 ได้รับแต่งตั้งให้ไปทำงานที่โคชินจีน (เวียดนามใต้) แต่ช่วงนั้นเกิดการเบียดเบียนศาสนาขึ้น จึงต้องพักอยู่ที่อยุธยาซึ่งมีเสรีภาพมากกว่า และที่อยุธยาก็มีคนเวียดนามอพยพมาอยู่ด้วย
            สมัยนั้นตรงกับสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช (ค.ศ. 1656-1688) สยามมีประชาชนอยู่ประมาณ 3-4 ล้านคน อาศัยกระจายอยู่ตามหัวเมืองต่างๆ
            พระคุณเจ้าปัลลือรับผิดชอบตังเกี๋ย (เวียดนามเหนือ) เดินทางมาถึงอยุธยาวันที่ 27 มกราคม ค.ศ. 1664 และพระคุณเจ้าอิกญาซิโอ โกโตลังดี รับผิดชอบนานกิง ในจีน เดินทางมาไม่ถึงอยุธยา เพราะเจอพายุใหญ่ และถึงแก่มรณภาพ ค.ศ. 1662 บริเวณเมืองมาสุลีปาตัม ประเทศอินเดีย
            ก่อนหน้าที่คณะเอ็มอีพี เข้ามานี้ ศาสนาคริสต์ได้เข้ามาเผยแผ่ที่อยุธยาตั้งแต่ ค.ศ. 1567 โดยธรรมทูตชาวโปรตุเกส สเปน ซึ่งอยู่ภายใต้ระบบสิทธิอุปถัมภ์โปรตุเกส (padroado) และอยู่ภายใต้อำนาจของกษัตริย์โปรตุเกส เป็นเวลาเกือบ 100 ปี
            พระสังฆราชที่เป็นประมุขมิสซังสยามองค์แรกคือ พระสังฆราชหลุยส์ ลาโน ระหว่าง ค.ศ. 1674-1696 ซึ่งเป็นมิสชันนารีเดินทางมากับพระคุณเจ้าปัลลือ ท่านสนใจพิเศษเกี่ยวกับภาษาสยาม ภาษาบาลี ได้แปลและเขียนหนังสือพระคัมภีร์เป็นภาษาสยามไว้หลายเล่ม
            เมื่อได้เวลานัดหมาย ผมเห็นแต่ละคนแต่งกายมาในชุดทางการพอสมควร จะเรียกชุดใหญ่คงไม่ผิด แต่ก็เหมาะสมเพราะการเดินทางไกลของพวกเรากับพระคาร์ดินัลในครั้งนี้ การมาร่วมฉลอง 350 ปี คณะมิสซังต่างประเทศ คือประเด็นหลัก
            พวกเราลงจากรถในจุดที่คิดว่ารถไม่สามารถเข้าไปได้อีกแล้ว คนกว่า 50 ชีวิตเดินตามกันไปบนถนนที่มุ่งหน้าไปสู่อาสนวิหารนอเตรอดาม ผมเห็นป้ายบอกทางเป็นระยะๆ  ไกด์นัดแนะว่าเราพระสงฆ์จะเข้าประตูไหน และสัตบุรุษจะเข้าประตูไหน ผู้คนเริ่มทยอยเข้ามาจับจองที่นั่งบ้างแล้ว ที่นั่งด้านนอกยังว่างอยู่ แต่แดดร้อนเหลือใจ ผมเดินถ่ายภาพมุมต่างๆ ของอาสนวิหารนอเตรอดาม อาสนวิหารที่มีชื่อเสียงอันดับต้นๆ ในโลก ไม่น่าเชื่อว่าเราจะมีบุญวาสนามิเพียงมาเยือนเท่านั้น แต่ในฐานะพระสงฆ์ที่ได้ร่วมพิธีเฉลิมฉลองอันยิ่งใหญ่นี้
            เมื่อผมเดินผ่านประตูปีกขวาของอาสนวิหารเพื่อร่วมกับพระสงฆ์ทั้งจากฝรั่งเศสเอง หรือประเทศต่างๆ ทั้งจากคณะมิสซังต่างประเทศแห่งกรุงปารีสเอง และคณะอื่นๆ ผมเห็นคุณพ่อคณะมิสซังต่างประเทศหลายองค์ที่ร่วมงานกันกับพวกเราในเมืองไทย คุณพ่อมังซุย คุณพ่อยัง มารี ดังโตแนล อธิการเจ้าคณะ คุณพ่อจักแมง นอกจากนั้นยังพบคุณพ่อจากประเทศไทยที่เดินทางไปร่วมงานนี้กับกลุ่มอื่นๆ อีกหลายท่าน ผมสังเกตว่า
            คุณพ่อที่มาร่วมงานส่วนใหญ่แล้วน่าจะเป็นชาวเอเชียถามไถ่ได้ความว่า “คุณพ่อเหล่านี้คือผลผลิตจากงานแพร่ธรรมของคณะนี้”
            คุณพ่อผู้รับผิดชอบพิธีกรรมในวันนั้นมาให้คำแนะนำบางอย่างกับพวกเรา ผมเองไม่ค่อยเข้าใจหรอก แต่ก็คิดว่าเดี๋ยวก็ตามๆ กันไป และเมื่อบทเพลงเริ่มพิธีเริ่มขึ้น ขบวนแห่ของพระสงฆ์ราว 400 คน ก็ทยอยเดินตามกางเขนไป ผู้คนที่มายืนอยู่นอกเขตกั้น ดูจะเหมือนนักท่องเที่ยวมากกว่า มีท่าทีตื่นตาตื่นใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นและพบเห็นต่อหน้าพวกเขาในวันนี้ คำตอบไม่ยากคือ “ที่ประเทศฝรั่งเศสโดยปกติแล้ว ไม่ค่อยได้เห็นพระสงฆ์มากแบบนี้หรอก” สำหรับผมความรู้สึกสองอย่างเกิดขึ้นพร้อมกัน ดีใจที่ได้ร่วมเฉลิมฉลองความยิ่งใหญ่ของระยะเวลาแห่งผลของงานแพร่ธรรมที่เติบโต มีเมล็ดแตกใบอ่อน แต่สะเทือนใจเมื่อนึกถึงอนาคต Udomsarn

 

  มนุษย์เงินเดือน

Pro-life โดย นนท์เพ็ชร์     

            เมื่อเร็วๆ นี้ มีข่าวจากหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งว่า “มนุษย์เงินเดือน เครียดหนักหวั่นอาจฆ่าตัวตายได้ เป็นผลจากการเมือง เศรษฐกิจ ค่าครองชีพที่สูงขึ้น มนุษย์เงินเดือนเฮโลมาพบจิตแพทย์เพราะความเครียด หากเป็นพ่อแม่ที่พบกับความเครียดเช่นนี้ อาจจะส่งผลกระทบต่อลูก ต่อครอบครัว  หากเป็นนักศึกษาที่เรียนด้วยทำงานไปด้วยก็ยิ่งพบกับความเครียดไม่น้อย เพราะรายได้ในแต่ละเดือนไม่ใช่เพียงชักหน้าไม่ถึงหลังเท่านั้น แต่ชักหน้ายังไม่ไหวเลย   จะเห็นว่ามีหลายองค์กรที่ได้เชิญผู้เชี่ยวชาญด้านการให้คำปรึกษาหรือจิตแพทย์มาให้คำแนะนำแก่พนักงานเจ้าหน้าที่เพราะความเครียดส่งผลโดยตรงต่อการทำงานและคุณภาพผลผลิต

            ดังที่ น.พ.ไกรสิทธิ์ นฤขัตพิชัย กรรมการผู้จัดการโรงพยาบาลมนารมย์ กล่าวไว้ว่า “แรงกดดันต่อผู้คนในการใช้ชีวิตส่วนที่แรงที่สุดก็คือเรื่องของปัญหาทางด้านการเงินในครอบครัว ที่เป็นผลลัพธ์สุดท้ายของปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งเห็นได้จากการขอขึ้นค่าแรงขั้นต่ำจากผู้ใช้แรงงาน พอมีปัญหาทางด้านการเงินแล้วสิ่งที่ตามมาก็คือ ความเครียดในครอบครัว ถ้าครอบครัวไม่แข็งแรง ไม่มีความเข้าใจกัน ใกล้ชิดกัน ผลกระทบต่อสมาชิกในครอบครัวย่อมเกิดได้ง่ายและรุนแรง คนที่มีพื้นฐานสุขภาพจิต

ไม่แข็งแรง ก็จะเกิดความเครียดและเกิดการเจ็บป่วยทางจิตใจที่รุนแรงได้ เช่น อาการวิตกกังวล ซึมเศร้า นอนไม่หลับ ปัญหาเรื่องของการควบคุมอารมณ์ การใช้ความรุนแรงต่อผู้อื่นและต่อตนเอง รวมทั้งปัญหาการฆ่าตัวตาย เมื่อรู้สึกว่าไม่มีทางออกกับปัญหาที่ต้องเผชิญ หรือบางรายอาจจะหลุดจากความเป็นจริง เช่น มีอาการหูแว่ว ประสาทหลอน หวาดระแวง เกิดปัญหาการติดเหล้า ยานอนหลับ หรือแม้กระทั่งยาเสพติด ซึ่งจะเป็นต้นเหตุนำไปสู่ปัญหาที่ยุ่งยากและซับซ้อนมากกว่าที่ควรจะเป็น”  ยิ่งกว่านั้น บางคนเป็นหนี้ อันเป็นหนี้จากการกู้มา

ลงทุนบ้าง หนี้ที่เกิดจากการผ่อนบ้าน ผ่อนโทรศัพท์ ผ่อนเครื่องอำนวยความสะดวกต่างๆ ทุกข์หนักมากขึ้น หากไม่มีเงินมาใช้หนี้ที่ผูกพันอยู่

            การลดหรือขจัดความเครียดมีมากมายหลายวิธี แต่ไม่ว่าวิธีไหนก็ตามล้วนแต่ขึ้นกับพื้นฐานหลักๆ สำคัญ นั่นคือ ประการแรก ตัวบุคคลนั้นๆ ที่จะยอมรับและรู้ตัวอย่างมีสติว่ากำลังเครียด “เครียดอย่างรู้ตัวและมีสติ ย่อมประเสริฐกว่าการปล่อยให้ความเครียดเข้ามาครอบงำจนไม่รู้ตัวและขาดสติไป”  ประการสอง คิดในแง่บวก คือ คิดถึงสิ่งที่เราเป็น สิ่งที่เรามี และสิ่งที่เราทำ  เราเป็นใคร มาจากไหน เรามีอะไรบ้าง เรายังสามารถทำอะไรได้มากมาย “เราไม่ใช่ว่าไม่มีอะไรเลย”  บางครั้ง เราเป็น เรามี เราทำ มากกว่าคนอื่นอีกมากมาย  ประการที่สาม การรู้จักประหยัด  รู้จักพอและรู้จักออม ประการที่สี่ เข้าถึงธรรมะ  เมื่อมีสี่ข้อนี้พอสมควรแล้ว ต่อด้วยประการที่ห้า หาโอกาสที่ทำให้ตนเองทำมากขึ้นขยันมากขึ้นเพื่อหาเงินได้มากขึ้นซึ่งอาจจะต้องเหนื่อยมากหน่อย ประการที่หก หากจะเป็นหนี้ ก็ขอให้เป็นหนี้รัก คือหนี้ที่เห็นใจกันและกัน รู้จักให้โอกาสตนเองในการทำงานมากขึ้นในยามที่ต้องทำงาน รู้จักพักผ่อนมากขึ้นในยามที่ต้องพัก  รู้จักออกกำลังกายในยามที่สามารถออกกำลังกายได้ รู้จักผ่อนคลายไร้สาระบ้างในยามที่สามารถผ่อนคลายได้ ขอเป็นกำลังใจให้กับผู้ที่ได้ชื่อว่า “มนุษย์เงินเดือน”  ทุกๆ คน ให้ฟันฝ่าอุปสรรคทั้งมวลไปได้ด้วยดี     Udomsarn

           

 

นิราศอิเหนา (3) “ซาลามัต ดาตัง...!”  มักกะสัน-อินโดฯ-อินไทยแลนด์  

ข้าฯ มา ข้าฯ เห็น ข้าฯ เขียน โดย โทนี่ ไทยแลนด์

            จากจาการ์ต้าหรือปัตตาเวีย นั่งเครื่องบินการูดา ของอินโดฯ ไปทางตะวันออก ถึงสนามบินมากัสซาร์ (Makassar Airport) บนเกาะสุลาเวสีใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง แต่เวลาที่เกาะนี้ เร็วกว่าที่จาการ์ต้า 1 ชั่วโมง

            คนไทยเราเรียก มักกะสัน มาจากที่นี่แหละครับ!

            วันนั้นเป็นวันที่ 4 สิงหาคม ทันทีที่เราไปถึง ก็เห็นผู้คนมากมาย นั่งรอและยืนออกันอยู่ที่สนามบินทั้งภายในและภายนอกบริเวณรอรับแขก และจุดนัดพบ

            สังเกตว่า สนามบินดูทันสมัยใหม่มากๆ “สองระเด่น” เดินดุ่มๆ ตามกลุ่มใหญ่ไป เพื่อไปเอากระเป๋า ข้าวของที่เขาเอามาลงและยืนรอ จนกว่าสายพานจะหมุนพากระเป๋ามาให้เราเลือก ระหว่างเดินดุ่มๆ ก็มองไปในห้องกระจก ผู้โดยสารขาออก กำลังนั่งรอกันอยู่กลุ่มใหญ่

            พอลากกระเป๋าออกไปก็พบกับผู้คนที่มารอรับญาติพี่น้องเพื่อนฝูงของตน ผมเองมีญาติธรรมตั้งแต่อับราฮัมมารอรับ ผมกวาดสายตาไปมาสองสามเที่ยว ก็พบชื่อตนเองบนแผ่นป้ายชื่อก็ยิ้มทัก พลางชี้มือไปที่ป้ายและหันมาชี้ตนเอง

            “สวัสดีค่ะ สวัสดีครับ” เขาทักทายเราเป็นภาษาไทย พร้อมทั้งยกมือไหว้

            “ซาลามัต ดาตัง...!” เราทักเขาเป็นภาษาอินโดฯ คนละประโยค และก็ได้แต่หัวเราะ เราก็รู้สึกตื่นเต้น ดีใจ อบอุ่น ว่าไม่หลงแน่แล้ว และส่งยิ้มสยามนุ่มนิ่มเพียงริมปากให้เขารู้ว่า ดีใจและขอบใจที่มารับ

            “โอ้...ทำไมผู้คนถึงมารอกันมากมาย สนามบินใหม่ ใหญ่จัง…!”

            “วันนี้ เป็นวันเปิดสนามบินใหม่ ถือว่าเป็นวันซ้อมใหญ่ (Solf Opening) เปิดต้อนรับยูโดยเฉพาะเลย....ฮา..ฮา...”

            สนามบินมากัสซาร์ หรือชื่อทางการว่า ฮาซานุดดิน (Hasanuddin) แห่งใหม่ เปิดวันที่ 4 สิงหาคม ค.ศ. 2008

            อาสาสมัครที่มาคอยต้อนรับเราเป็นครอบครัวที่เขาจะให้เราไปพักอยู่ด้วย 3 วัน เราพูดกันรู้เรื่อง เพราะใช้ภาษาอังกฤษ ของเขาเป็นอังกฤษตรา การูดา (ครุฑ) และของผมเป็น “อังกฤษตรางู” ของ “ระเด่น ท่าแร่” เป็น “อังกฤษดอนทอย” สกลนคร ต่างจาก ดีทรอย สหรัฐฯ

            เขาทั้งสามก็รีบพาเราทั้งสองขึ้นรถของเขาไปทันที เพราะตามตารางเวลา เขาเริ่มพิธีมิสซาเปิดงานกันไปแล้ว หนึ่งชั่วโมงจากสนามบินถึงวัดที่จัดพิธีเปิด

            ผู้คนมาร่วมกันแน่นวัด และบริเวณรอบๆ วัดก็ยังมีเก้าอี้เสริมอีก คนเป็นพันคน ถือว่าเป็นพิธีฉลองทำนองนั้นเลย เรามาถึงวัดก็รีบจ้ำอ้าวๆ เข้าหลังวัด เตรียมชุดถวายมิสซาทันที ถึงตอนเทศน์พอดี

            มิสซาประมาณห้าโมงเศษ เสร็จประมาณเกือบหนึ่งทุ่ม และหลังพิธีก็มีพี่น้องสัตบุรุษ และเจ้าหน้าที่บ้านเมือง ซึ่งเป็นมุสลิมมากล่าวต้อนรับคณะผู้เข้าประชุม เพราะจัดในบ้านเขา และก็ทานข้าวเย็นแบบอินโดนีเซียอย่างอร่อย

            ระหว่างนั้น มี “จรกาหนุ่มหนึ่ง” เข้ามาทัก “สวัสดีครับ...” ฟังชัดถนัดหู จนต้องหันไปดู

            เขาแนะนำตัวว่าเป็นชาวมักกะสันที่นี่ และไปทำงานอยู่ที่ท่าเรือคลองเตย กรุงเทพมหานคร เคยไปวัดคาทอลิกและรู้จักคุณพ่อบุญเสริม เนื่องพลี คุณพ่อสมโภชน์ พูลโภคผล และกลับบ้านสักเดือนหนึ่งแล้วจะไปไทยแลนด์ต่อ เขาพูดภาษาไทยการูดาได้คล่องเหมือนกับผมพูดภาษาอังกฤษตรางู

            แล้วก็บอกว่า “ไว้พบกันที่ท่าเรือคลองเตย กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย!”

            คืนนั้น ผมไปพักกับครอบครัวที่พาเราไป ทั้งเขาและเราก็ตื่นเต้นด้วยกันทั้งสองฝ่าย แต่เพราะเหนื่อยก็คุยกันได้สัก 15 นาที ก็เข้าที่บรรทม สวดก่อนนอนและฝากชีวิตไว้ในพระหัตถ์ของพระเป็นเจ้าและแม่พระ และขอฝันเห็นใบหน้า “บุษบา” ลอยมาสักหน่อยเถิด แต่พอ หลับลึกๆ ต้องสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึก เพราะเห็นใบหน้า “จรกา” ขี่การูดาลอยมา

            บ้านที่ผมไปพัก เขาชื่อคุณเฮ้งกี้ และคุณเจนนี่ มีลูก 3 คน ทำอาชีพประมง ส่งกุ้งไปขายที่ญี่ปุ่น ฟังดูแล้วเป็นธุรกิจที่ไปได้ดี ทำมาหลายสิบปี ตั้งแต่รุ่นเตี่ยแล้ว

            ส่วนคุณพ่อวัชรินทร์ เขาพักบ้านหมอ อยู่อีกบ้านหนึ่ง ครอบครัวนี้คุยสนุกสนาน ชื่อ “คลินิกแฮรี่” บ้านนี้เขาช่างรู้ใจคุณพ่อวัชรินทร์ เพราะได้ทีปรึกษาหมอเรื่องผม ทำไมมีน้อยเหลือเกิน พรรคพวกนึกว่าเกิดที่เกาะล้าน เข้าใจว่า คงได้สูตรสำเร็จ มาช่วย “กู้ผม” ไว้ได้ทัน

            เรารู้สึกว่า เขาใจดีกับเรามากทีเดียวครับ!

            นักบุญฟรังซิสเซเวียร์ ผู้ได้รับยกย่องว่า ธรรมทูตแห่งเอเชีย เดินทางมาถึงมะละกา ค.ศ. 1545 ต้องการจะ เดินทางมาแพร่ธรรมที่มากัสซาร์หรือมีชื่อว่า อูจุง ปันดัง (Ujung Pandang) แต่พอมาถึง ท่านทราบว่ามีมิสชันนารีอยู่พอแล้ว ท่านจึงแล่นเรือเลยไปยังเกาะโมลุคกุ หรือหมู่เกาะเครื่องเทศ ที่นี่ท่านทำงานได้ผลดีแม้จะมีบางคนต่อต้านบ้าง ท่านอยู่ที่บริเวณนี้ 18 เดือน“มักกะสัน” ที่กรุงเทพมหานครบ้านเรานี้ มาจากมากัสซาร์ที่อินโดนีเซียนี่แหละครับและมาครั้งนี้ก็ถือว่ามา “แกะรอย”

            ประวัติศาสตร์ไทยได้บันทึกไว้ สมัยอยุธยาปลายรัชกาลของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ได้มีแขกมากัสซาร์ซึ่งลี้ภัยมาจากเกาะสุลาเวสีและเกาะเซลีเบสได้อพยพมาอยู่ที่อยุธยา บริเวณวัดคลองตะเคียน พวกนี้นับถือศาสนาอิสลาม และมีกริชเป็นอาวุธ รูปร่างใหญ่โต กล้าหาญ

            เจ้าชายได (Dai) หรือดาย จากมากัสซาร์ ได้หลบหนีจากพวกฮอลันดาหรือพวกดัชต์ ได้รวมพวก 300 คน อพยพลี้ภัยการเมืองมาอยุธยา

            คนไทยเรียกให้คล่องลิ้น ก็ว่า “แขกมักกะสัน”

            สมัยพระนารายณ์มหาราชตอนปลาย พวกแขกมักกะสัน ได้ร่วมมือกับพวกขุนนางสยาม แขกจาม และเขมรก่อกบฏ แต่ความแตกอันเนื่องมาจากพวกแขกจามคนหนึ่งไม่เห็นด้วย นำความไปแจ้งให้เจ้าพระยาวิชาเยนทร์ได้ทราบก่อนสองชั่วโมง ฝ่ายสยามถึงตั้งตัวได้ พวกมักกะสัน 53 คน จึงลงเรือสำเภาหนีลงมาบางกอก เจอทหารฝรั่งเศสตั้งป้อมอยู่ จึงได้ต่อสู้กัน ทำให้ทหารไทย และฝรั่งตายไปถึง 366 คน พวกมักกะสันตาย 17 คน

            ส่วนอยุธยาหมู่บ้านมักกะสัน ก็ถูกบุกเข้าไปเผาทำลาย วันที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2229 สู้กันตั้งแต่ตีสี่ถึงบ่ายสี่โมง พวกคนไทยตายไปพันกว่าคน ฝรั่ง 17 คน พวกแขกมักกะสันสู้แบบยอมตาย ที่ถูกจับได้ก็ถูกนำไปให้เสือกัดกินจนตายเจ้าชายได ก็ได้ ตาย จากการต่อสู้ในครั้งนี้ด้วย

            ส่วนลูกชาย 2 คนของเจ้าชายไดถูกจับได้ เจ้าพระยาวิชาเยนทร์ได้ไว้ชีวิต และได้มอบให้คุณพ่อตาชาร์ต คณะเยสุอิตพาทั้งสองคน ไปศึกษาต่อที่ฝรั่งเศส ถือเป็นจุดจบของแขกมักกะสันในอยุธยาตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา

            เหตุการณ์ครั้งนี้ เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม ถึง

วันที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2229 / ค.ศ. 1686

ส่วนผมเขียนเรื่องนี้ ตั้งแต่ ค้นคว้าหาหนังสือในห้องสมุด อ่านหนังสือ คลิกจากอินเตอร์เน็ต เรียบเรียงแก้ไขต้นฉบับอยู่หลายรอบจนเรียบร้อย เป็นเวลาเดียวกัน คือวันที่ 22 สิงหาคม - 14 กันยายน ค.ศ. 2008 ห่างกันเพียงแค่ 322 ปีเท่านั้น!

            สมัยเมื่อรัชกาลที่ 5 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จขึ้นครองราชย์ใหม่ๆ พ.ศ. 2413/ค.ศ. 1870 ก็ได้เสด็จเยือนประเทศ สิงคโปร์และปัตตาเวีย (จาการ์ต้า) เกาะชวา อินโดนีเซีย ซึ่งสมัยนั้นอยู่ภายใต้การปกครองของเนเธอแลนด์หรือดัชต์หรือฮอลแลนด์

            พ.ศ. 2472 / ค.ศ. 1939 เดือนกรกฎาคม - ตุลาคม พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่ รัชกาลที่ 7 ได้เสด็จประพาสสิงคโปร์ ชวา บาลี ของอินโดนีเซียด้วย

            พ.ศ. 2502 / ค.ศ. 1959 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จเยือนประเทศอินโดนีเซีย ตามคำกราบบังคมทูลเชิญของประธานาธิบดีโซกาโน

            ดังนั้น จึงเห็นได้ว่า อินโดนีเซียกับประเทศไทย มีความสัมพันธ์กันมายาวนาน และแม้แต่ภาษาไทยและภาษาอินโดนีเซีย วรรณคดี อิเหนา และรามเกียรติ์ ศาสนาฮินดู บางอย่างเราก็ยกเอาของเขามาปรับเป็นของเรา

            เมื่ออยู่ที่มากัสซาร์ ผมได้พยายามถามหาข้อมูลเรื่องนี้ ก็ได้พบกับคุณพ่อยอห์น ตูริง ดาตัง (John Turing Datang) เจ้าอาวาส ดูแลวัดที่อยู่ใกล้กับสนามบินมากัสซาร์ และมีวัดน้อยอีก 9 แห่ง มีสัตบุรุษทั้งหมด 400 ครอบครัวประมาณ 2,000 คน วัดอยู่ห่างจากสนามบินเดินประมาณ 5 นาที

            “เคยได้อ่านประวัติศาสตร์ของที่นี้ ก็มีพบบ้างเหมือนกัน ในคริสตศตวรรษที่ 17 โอรสของสุลต่าน ฮาซานุดดิน สุลต่านองค์นี้ มีชื่อเสียงและเป็นวีรบุรุษของคนที่นี่ สนามบินแห่งใหม่นี้ ก็ได้ตั้งชื่อไว้เป็นเกียรติให้ท่าน นอกจากนั้น มีชื่อถนน และชื่อมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งด้วย”

            “ช่วงนั้นพระราชโอรสชื่อ ได หรือ ดาย ได้ต่อต้านพวกฮอลันดาที่เข้ามายึดครองสุลาเวสี จึงรวมสมัครพรรคพวกอพยพลี้ภัยออกไปจากมากัสซาร์ และโดยธรรมชาติแล้ว พวกนี้หรืออีกพวกหนึ่งที่ชื่อใกล้ๆ กัน คือ บูกิส เป็นนักแล่นเรือเก่งมาก ผมก็รู้เพียงเท่านี้”

            อย่างน้อยก็ทำให้จิ๊กซอต่อเพิ่มได้อีกชิ้นหนึ่งครับ!

            เกาะสุลาเวสี แต่ก่อนเคยชื่อเกาะเซลีเบส เป็นเกาะรูปร่างแปลกๆ มีประชากร 16 ล้านคนมีคาทอลิกประมาณ 300,000 คน แบ่งออกเป็น 2 สังฆมณฑล คือมานาโด และมากัสซาร์

            อัครสังฆมณฑลมากัสซาร์ มีประชากรทั้งหมด 11.5 ล้านคน เป็นคาทอลิก 178,600 คน หรือ 1.55%

            สังฆมณฑลมานาโด มีประชากร 4.33 ล้านคน มีคาทอลิก 123,948 คน คิดเป็น 2.86%

            เนื่องจากเนื้อหาการสัมมนาครั้งนี้ เป็นเรื่อง วัฒนธรรม เขาจึงจัดให้เราได้สัมผัสกับชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้าน จัดให้เราพักอยู่กับครอบครัว ได้ไปร่วมถวายมิสซากับ

ชุมชนคริสตชนตามวัดหลายแห่ง และไปศึกษาดูพิธีกรรมการฝังศพของชาวบ้าน

            สถานที่ประชุมก็ใช้ห้องประชุมอยู่ติดกับอาสนวิหารที่มากัสซาร์จุคนได้ประมาณสัก 200-300 คน พูดกันมาตั้งนาน ก็ยังหาท่าเรือไม่เจอ ได้แต่แล่นเรือรอบเกาะอยู่นี่แหละครับ Udomsarn

                       

 

 แนวปฏิบัติเกี่ยวกับเหตุการณ์ อ้างแม่พระประจักษ์ที่เมืองนาจู เกาหลีใต้                

 

1.         ความเป็นมาของเหตุการณ์แม่พระประจักษ์
นางจูเลีย ยูน ฆราวาสคาทอลิกชาวเกาหลีใต้ เกิดใน ค.ศ. 1947 แต่งงานมีบุตร 5 คนและอาศัยอยู่ที่เมืองนาจู ห่างจากกรุงโซลทางทิศใต้ 285 กิโลเมตร เขตสังฆมณฑลกวางจู (Kwangju) อ้างว่าเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 1985 ได้เห็นรูปแม่พระทรงกันแสงหยดน้ำตาเป็นโลหิต ต่อมาเหตุการณ์นี้ได้เลื่องลือไปพร้อมกับปรากฏการณ์อื่นๆ เช่น แม่พระทรงกันแสงน้ำตามีกลิ่นหอมฟุ้ง พระรูปเคลื่อนที่ลักษณะเดินหน้าและถอยหลังในซุ้มที่วาง ร่างกายของนางจูเลียมีกลิ่นกุหลาบ นางได้รับทรมานกายอย่างสาหัสเพราะบาปของมนุษย์ ที่สุดในปี 1995 ขณะที่นางจูเลียรับศีลมหาสนิทระหว่างพิธีมิสซาบูชาขอบพระคุณกลางแจ้ง แผ่นศีลที่เธอรับเข้าไปในปากเปลี่ยนเป็นก้อนเลือด
นางจูเลียเรียกปรากฏการณ์ดังกล่าวนี้ว่าเป็น “อัศจรรย์” เป็น “สาร” หรือ “การเปิดเผยจากพระนางมารีย์เป็นการส่วนตัว” นางจูเลียกับกลุ่มผู้ติดตาม ได้ร่วมกันสร้างศูนย์และวัดที่มีชื่อว่า “ภูเขาแม่พระแห่งเมืองนาจู” ซึ่งห่างจากเมืองกวางจูทางทิศใต้ 25 กิโลเมตร ทั้งชาวเกาหลีใต้และคนจากประเทศอื่นๆ มาแสวงบุญจำนวนมาก

2.         ความเคลื่อนไหวของพระสังฆราชท้องถิ่น
2.1       วันที่ 30 ธันวาคม 1994 พระอัครสังฆราชวิกตอรีนุส เค. ยูน (Victorinus K. Youn) ได้ตั้งคณะกรรมการเพื่อพิสูจน์ความจริงของเหตุการณ์ต่างๆ ที่กล่าวมา โดยไปตรวจศูนย์ฯ อย่างละเอียด สัมภาษณ์นางจูเลียและพยานทั้ง 14 คนที่สนับสนุนนาง รวมทั้งเอกสารที่พิมพ์เผยแผ่กิจการของศูนย์ฯ
2.2       วันที่ 16 มิถุนายน 1995 พระอัครสังฆราชวิกตอรีนุส เค. ยูน ได้รับผลการรายงานชั่วคราวของคณะกรรมการชุดนี้ และได้แจ้งให้สัตบุรุษทราบ พร้อมกับสั่งให้คณะกรรมการพิจารณาและวิเคราะห์เหตุการณ์ต่อไป คณะกรรมการชุดนี้ได้ประชุมกันอีกทั้ง 15 ครั้ง
2.3       วันที่ 1 มกราคม 1998 พระอัครสังฆราชวิกตอรีนุส เค. ยูน ได้ประกาศคำแถลงการณ์สั่งให้งดพิธีกรรมทุกอย่างในศูนย์ฯ โดยเฉพาะในวันระลึกถึงรูปแม่พระกันแสงและงดเผยแผ่ว่าสารที่นางจูเลียอ้างว่าได้รับจากพระนางมารีย์ เป็นการเปิดเผยส่วนตัวแท้จริงเหมือนกับพิสูจน์ได้แล้วว่าปรากฏการณ์นั้นเป็นเหตุการณ์เหนือธรรมชาติอย่างแน่นอน
เหตุผลที่พระอัครสังฆราชวิกตอรีนุส เค. ยูน ประกาศคำแถลงนี้คือ  1) สารที่นางจูเลียอ้างว่ามาจากแม่พระนั้นเป็นข้อความที่ได้คัดลอกมาจากหนังสืออื่นๆ และยิ่งกว่านั้น บางครั้งสารที่นางเคยอ้างว่ามาจากแม่พระ มีการปรับปรุง แก้ไข หรือลบล้าง ตามสถานการณ์ เช่น เรื่องน้ำที่สามารถทำอัศจรรย์ได้ การรับบริจาคเพื่อช่วยกันสร้างวัด และการสร้างวัด ดังนั้น “สารจากแม่พระแห่งนาจู” ไม่เป็นความจริงและเชื่อถือไม่ได้  2) ปรากฏการณ์ที่นางจูเลียเรียกว่าอัศจรรย์ เพราะได้เห็นศีลมหาสนิทลงมาจากท้องฟ้าหรือแผ่นศีลที่เธอรับเข้าไปในปากเปลี่ยนเป็นก้อนเลือดนั้น ขัดแย้งกับข้อความเชื่อและคำสอนของพระศาสนจักรคาทอลิกเรื่องศีลมหาสนิท  3) ปรากฏการณ์แปลกประหลาดอื่นๆ ที่เกิดขึ้นแก่นาง เช่น การเห็นรูปแม่พระทรงกันแสงและมีกลิ่นหอม การทรมานและกลิ่นกุหลาบในร่างกายของนางไม่ได้พิสูจน์ว่า เป็นเหตุการณ์เหนือธรรมชาติ (supernatural) ที่มาจากพระเจ้าจริง อาจจะพูดได้ว่า เป็นการแสดงอำนาจเกินธรรมชาติเท่านั้น (preternatural)
2.4       วันที่ 5 พฤษภาคม 2001 พระอัครสังฆราชอันเดร ชอย จาง-มู (Andreas Choi Chang-mou) ซึ่งสืบตำแหน่งต่อจากพระอัครสังฆราชวิกตอรีนุส เค. ยูน เขียนจดหมายอภิบาล (Pastoral Letter) แก่พระสงฆ์ นักบวช และสัตบุรุษเชิญชวนทุกคนให้รื้อฟื้นความเลื่อมใสศรัทธาต่อพระนางมารีย์ ในโอกาสเริ่มสหัสวรรษใหม่ ขอร้องนางจูเลียและกลุ่มผู้สนับสนุนให้อ่อนน้อมเชื่อฟังข้อกำหนดที่พระอัครสังฆราชวิกตอรีนุส เค. ยูน ได้ให้ไว้ก่อนหน้านี้ คือห้ามเผยแผ่สารของแม่พระ ห้ามถวายพิธีกรรมและพิธีมิสซาบูชาขอบพระคุณในศูนย์ที่มีชื่อว่า “ภูเขาแม่พระแห่งเมืองนาจู” จดหมายฉบับนี้ยังห้ามการประชุมสาธารณะต่างๆ แม้จะเป็นการภาวนาในสถานที่ตั้งรูปแม่พระของนางจูเลีย และแนะนำนางจูเลียให้นบนอบอำนาจคำสั่งสอนของพระศาสนจักรกลับมาดำเนินชีวิตคริสตชนฆราวาสที่ดีต่อไป
2.5       วันที่ 5 พฤษภาคม 2005 พระอัครสังฆราชอันเดร ชอย จาง-มู ประกาศการเตือนเชิงอภิบาล (Pastoral Admonition) แก่นางจูเลีย ให้นบนอบคำสั่งของพระสังฆราชของตน ซึ่งมีอำนาจสั่งสอนของพระศาสนจักร ถ้าไม่ปฏิบัติเช่นนี้ก็จะเป็นการลบหลู่พระศาสนจักร พระอัครสังฆราชอันเดร ชอย จาง-มู ยื่นคำขาดว่าถ้านางจูเลียและกลุ่มผู้สนับสนุนยังฝ่าฝืนต่อไป ไม่ยอมปฏิบัติตามคำสั่งของพระสังฆราชของตนจะต้องได้รับโทษทางวินัย

3.         กฤษฎีกาของพระอัครสังฆราชอันเดร ชอย จาง-มู
วันที่ 21 มกราคม 2008 พระอัครสังฆราชอันเดร ชอย จาง-มู อ้างหน้าที่ต้องปกครองพระศาสนจักรท้องถิ่นที่ได้รับมอบหมาย และต้องปกป้องความเป็นหนึ่งเดียวในพระศาสนจักร (เทียบ Can 391) จึงออกกฤษฎีกาประกาศว่า
3.1       ผู้ที่เชื่อนางจูเลียแห่งนาจูและปรากฏการณ์ทั้งหมดที่นางอ้างถึง แสดงเจตนาที่ไม่รักษาเอกภาพและความประสานกลมเกลียวกับพระศาสนจักรท้องถิ่นอีกต่อไป เพราะเขาไม่ปฏิบัติตาม ต่อต้านคำแถลงการณ์ และการตักเตือนเชิงอภิบาลที่พระอัครสังฆราชกำหนดไว้
3.2        บรรดาพระสงฆ์ นักบวช และฆราวาสที่ร่วมกันประกอบพิธีกรรมศีลศักดิ์สิทธิ์หรือสิ่งคล้ายศีลในศูนย์ที่มีชื่อว่า “ภูเขาแม่พระแห่งเมืองนาจู” ทั้งๆ ที่พระสังฆราชได้ห้ามไว้ ต้องโทษอัตโนมัติให้ตัดขาดจากพระศาสนจักร (latae sententiae excummunication เทียบ Can 1336, 1364)
3.3       พระอัครสังฆราชรับรองว่า คุณพ่อหลุยส์ จาง ฮอง-บิน (Aloysius Chang Hong-bin) พระสงฆ์ในอัครสังฆมณฑลกวางจูแสดงเจตนาที่ไม่รักษาเอกภาพและความประสานกลมเกลียวกับคณะสงฆ์ในสังกัดสังฆมณฑลเพราะเขาอ้างว่านางจูเลียแห่งนาจูและปรากฏการณ์ทั้งหมดของนางเป็นการเปิดเผยส่วนตัวและอัศจรรย์ สัตบุรุษมีอิสระที่จะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ได้ตามมโนธรรมของตน หลายครั้งคุณพ่อหลุยส์ จาง ฮอง-บิน ยังไม่ปฏิบัติตามคำสัญญาที่ให้ไว้ในวันบวชเป็นพระสงฆ์ ที่จะนบนอบพระสังฆราชของตน เขาจึงถูกปลดออกจากตำแหน่งหน้าที่ในอัครสังฆมณฑลกวางจูและสูญเสียสิทธิ์ที่ได้รับเมื่อบวช (เทียบ Can 391, 1333 ฯลฯ)  พระอัครสังฆราชอันเดร ชอย จาง-มู ได้แจ้งกฤษฎีกานี้แก่สัตบุรุษทุกคนในประเทศเกาหลีใต้และขอพระสังฆราชทุกองค์ของประเทศอื่นๆในทวีปเอเชียให้แจ้งกฤษฎีกานี้แก่สัตบุรุษที่สังกัดในสังฆมณฑลของตน เพื่อเขาจะได้รับรู้ข้อมูลที่ถูกต้อง

4.         หลักเกณฑ์ของพระศาสนจักรที่ใช้ในการตัดสิน
4.1       พระศาสนจักรคาทอลิกสอนว่า พระเยซูเจ้าทรงทำให้การเปิดเผยแก่มนุษย์ทุกคนบรรลุความสำเร็จสมบูรณ์ “แผนการความรอดพ้นในพระคริสตเจ้า ในฐานะที่เป็นพันธสัญญาใหม่และเด็ดขาดนี้ จะไม่ผ่านพ้นไปเลย และเราไม่รอคอยการเปิดเผยสิ่งใดใหม่แก่มนุษย์ทั้งหลายอีกต่อไป ก่อนจะถึงการปรากฏอย่างรุ่งโรจน์ของพระเยซูคริสตเจ้า พระเจ้าของเรา” (Dei Verbum 4)
4.2       คำสอนของพระศาสนจักรคาทอลิกอธิบายว่า “ตามกระแสแห่งกาลเวลาหลายศตวรรษมานี้ มีการเปิดเผยที่เรียกว่า “ส่วนตัว” ซึ่งในบางครั้งเป็นที่ยอมรับจากผู้มีอำนาจสั่งสอนในพระศาสนจักร อย่างไรก็ดี การเปิดเผยดังกล่าวนี้ไม่ถือว่า เป็นความจริงที่ทำให้การเปิดเผยของพระคริสตเจ้าจะดีขึ้นหรือสมบูรณ์ขึ้น แต่มีจุดประสงค์ที่จะช่วยให้คริสตชนได้ดำเนินชีวิตตามความจริงที่พระคริสตเจ้าทรงเปิดเผยนั้น อย่างสมบูรณ์ยิ่งขึ้นในสมัยของตน อำนาจสั่งสอนของพระศาสนจักรชี้นำความสำนึกของสัตบุรุษ (sensus fidelium) ให้รู้จักพิจารณาแยกแยะการเปิดเผยส่วนตัว เพื่อรับฟังเสียงเรียกถ่องแท้ของพระคริสตเจ้าหรือของบรรดานักบุญสำหรับพระศาสนจักร ความเชื่อของคริสตชนไม่อาจยอมรับการเปิดเผยใด ที่อ้างว่าอยู่เหนือหรือแก้ไขการเปิดเผยที่พระเยซูเจ้าทรงทำให้สำเร็จบริบูรณ์ นี่คือกรณีของบางศาสนาซึ่งไม่ใช่คริสตศาสนา รวมทั้งบางนิกายที่เพิ่งตั้งขึ้นมาโดยมีรากฐานอยู่ที่การเปิดเผยดังกล่าว”  (CCC 67)
4.3       แม้ “การเปิดเผยส่วนตัว” ไม่แก้ไขหรือเพิ่มเติมความจริงที่พระเยซูเจ้าทรงเปิดเผย แต่ก็ช่วยให้เข้าใจความจริงที่เราเชื่ออย่างลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น อาจเปิดแนวความคิดใหม่ในการค้นคว้าทางเทววิทยา เช่น การเปิดเผยเรื่องพระหฤทัยแก่นักบุญมาร์การีตา หรืออาจตักเตือนมนุษย์ให้เดินตามพระวรสาร เช่น การเปิดเผยที่เมืองฟาติมา การเปิดเผยดังกล่าวนี้ไม่จำเป็นต้องเชื่อเพื่อจะได้รับความรอดพ้น นอกจากเรื่องที่สอดคล้องกับความจริงในพระคัมภีร์และธรรมประเพณี ซึ่งจำเป็นต้องเชื่อเพื่อจะได้รับความรอดพ้น แต่การเปิดเผยส่วนตัวอาจจะเรียกผู้ที่ละทิ้งความเชื่อให้กลับมามีความเชื่อ ปลุกความศรัทธาแก่ผู้มีความเชื่อแล้ว และให้กำลังใจคริสตชนให้อธิษฐานภาวนาและมัธยัสถ์ตนเพื่อผู้อื่น กระนั้นก็ดีการเปิดเผยส่วนตัวจะแทนที่ความเชื่อคาทอลิก ศีลศักดิ์สิทธิ์และความสัมพันธ์เป็นหนึ่งเดียวกับพระสันตะปาปาและบรรดาพระสังฆราชไม่ได้
4.4       เมื่อพระศาสนจักรได้พิจารณาเหตุการณ์ที่ว่าได้รับการเปิดเผยส่วนตัวอย่างรอบคอบ อาจจะรับรองการเปิดเผยนั้นและประกาศว่า มีเหตุผลที่น่าเชื่อถือ แต่เป็นความเชื่อเพียงประสามนุษย์ที่มีพื้นฐานในเหตุผล ไม่เป็นความเชื่อที่ผิดพลาดไม่ได้ เพราะเป็นพระพรของพระจ้าที่ประทานแก่อำนาจสั่งสอนของพระ ศาสนจักร
4.5       ขั้นตอนแรกในการรับรองของพระศาสนจักรทั้งเรื่องการเปิดเผยส่วนตัวและการประจักษ์ต่างๆ เช่น การประจักษ์ของแม่พระเป็นสิทธิและหน้าที่ของพระสังฆราชท้องถิ่นที่จะพิสูจน์ว่าเหตุการณ์ดังกล่าวมีเครื่องหมายแสดงว่า เป็นเหตุการณ์เหนือธรรมชาติ เมื่อผลการตัดสินระดับสังฆมณฑลสรุปว่าเป็นเรื่องเหนือธรรมชาติ   สันตะสำนักจะรับรองอีกด้วย โดยสนับสนุนให้สัตบุรุษปฏิบัติคารวกิจและรับรองพิธีกรรมในวันฉลองของสถานที่นั้น

   คณะพระเมตตาแห่งประเทศไทย   

            การที่พระเยซูเจ้ายอมถูกตรึงบนไม้กางเขน สิ้นพระชนม์ และทรงกลับเป็นขึ้นมานั้นเป็นการแสดงถึงความรักและความเมตตาอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ พระเยซูเจ้าตรัสกับนักบุญซิสเตอร์โฟสตินา

ว่า... เรามอบวิธีการยึดความเมตตา 3 วิธี เพื่อใช้กับเพื่อนพี่น้องของลูก คือ 1. เมตตาด้วยการกระทำ 2. เมตตาด้วยคำพูด และ 3. เมตตาด้วยคำภาวนา พระเยซูเจ้าทรงปรารถนาให้เราปฏิบัติอย่างน้อย 2 วิธี

ทุกวัน หากเราสามารถทำได้ครบ ก็สามารถหวังได้ว่าเราจะได้รับพระหรรษทานพิเศษจากพระเมตตา

            คณะพระเมตตาแห่งประเทศไทย เป็นกลุ่มฆราวาสแพร่ธรรมที่ได้รับการรับรองจากสภาพระสังฆราชคาทอลิกแห่งประเทศไทย ให้ดำเนินกิจการเผยแพร่ความรัก ความเมตตาของพระเยซูเจ้า ให้พี่น้องคริสตชนทั่วไปได้รู้จัก

            เนื่องจากสถานการณ์อันไม่สงบทางภาคใต้ เหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองทั้งหลายที่กำลังเกิดขึ้นกับประเทศไทยของเราในขณะนี้ และเพื่อคนบาปทั้งมวล จึงเชิญชวนพี่น้องทุกท่าน ร่วมจิตใจเมตตา ด้วยการสวดภาวนาวิงวอนขอพระเมตตาต่อองค์พระเยซูคริสตเจ้า โดยสวดภาวนาภายในวัดของเรา ในกลุ่มภาวนาเล็กๆ หรือสวดเป็นการส่วนตัว บทภาวนานั้นสามารถดูได้จากหนังสือภาวนาและสาร

พระเมตตาของพระเยซูเจ้า หรือเยี่ยมชมข้อมูลได้ทางเว็บไซต์ http://www.thai-divinemercy.com นอกจากนี้ ยังมีหนังสือพระเมตตาวิวรณ์ ซึ่งเป็นบทรำพึงประจำวัน จากบันทึกของนักบุญซิสเตอร์โฟสตินา ผู้สนใจสามารถบอกรับเป็นสมาชิกได้ โดยติดต่อ กลุ่มภาวนาพระเมตตาแห่งประเทศไทย เลขที่ 656/1 ถนนตากสิน 27 แขวงบุคคโล เขตธนบุรี กทม. 10600

            ขอเชิญพี่น้องเข้ามาทำความรู้จักกับความรักและความเมตตาของพระองค์กันเถิด “พระเยซูเจ้าข้า ลูกวางใจในพระองค์”