หน้าหลัก นิตยสารอุดมสาร/อุดมศานต์
 
 
     
ฉบับที่ 39 : 21-27 ก.ย. 2551
 
บทความพิเศษ
 

 

 

เริ่มต้นตรงนี้ ปีพระวาจา - ปีนักบุญเปาโล

ตอนที่ 20 พระนางรู้จักพระบุตรของพระนางดีกว่าใคร

          อาทิตย์ที่ 14 มกราคม ปีที่แล้ว (2007) เป็นอาทิตย์ที่ 2 เทศกาลธรรมดา (บทอ่านจากหนังสือพิธีกรรมวันอาทิตย์ปี C) บทอ่านจากพระคัมภีร์ในวันนั้นน่าประทับใจมาก (ยน 2:1-12)

          พระเยซูเจ้าพร้อมกับพระมารดาพรหมจารีมารีอา และบรรดาอัครสาวกได้รับเชิญไปร่วมงานมงคลสมรสที่หมู่บ้านคานา ในแคว้นกาลิลี บ้านของพระเยซูเจ้าก็อยู่ในแคว้นนี้แหละ เพียงแต่คนละหมู่บ้าน บ้านของพระองค์ คือ หมู่บ้านนาซาเร็ธ ณ ที่งานเลี้ยงนั้นเอง แม่พระได้ทรงแสดงให้เราเห็นว่าพระนางเป็นผู้ที่ทรงไวต่อความต้องการของผู้อื่น เมื่อเหล้าองุ่นในงานเลี้ยงหมดลง แม่พระเป็นบุคคลแรก

ที่ทรงลงมือทำอะไรเพื่อผู้อื่น พระนางเข้าไปทูลพระเยซูเจ้าถึงปัญหาของ

คู่บ่าว-สาว แต่พระเยซูเจ้าทรงตอบว่า ยังไม่ถึงเวลาที่พระองค์จะทำอะไรเพื่อแสดงว่าทรงเป็นพระบุตรของพระเป็นเจ้า “อะไร” ในที่นี้ก็คือ อัศจรรย์ที่จะช่วยให้งานดำเนินต่อไปได้ พระเยซูเจ้าทรง

มีแผนงาน ทรงรอเวลาที่จะปรากฏพระองค์ในฐานะพระมหาไถ่ และทำอัศจรรย์เพื่อสนับสนุนคำสอน และ

ยืนยันความเป็นพระบุตรของพระองค์ อย่างค่อยเป็นค่อยไปในหมู่มนุษย์ ขณะนี้มิใช่เวลาอันเหมาะสมเลยที่จะทรงทำอัศจรรย์เปล่าๆ เปลืองๆ แต่พระนางมารีอาทรงทราบดีว่าพระบุตรของพระนางทรงมีดวงพระทัยเช่นไร เช่นไรเล่า? ก็มี

ดวงพระทัยเมตตานั่นไง ดวงพระทัยของแม่และลูก

ที่เหมือนกัน คือ เมตตาและเข้าใจคนอื่นที่เดือดร้อน ทุกข์ยากลำบาก เพราะเราแม่ลูกก็เคยลำบากมาด้วยกัน ตั้งแต่บังเกิดมาในถ้ำเลี้ยงสัตว์ มีเพียงรางอาหารสัตว์

เป็นที่นอน

          พระนางรู้จักพระบุตรของพระนางดีกว่าใคร จึงเดินไปบอกคนใช้ว่า ถ้าหากท่านผู้นี้ (หมายถึงพระเยซูเจ้า) สั่งให้ทำอะไรก็จงทำตามที่เขาบอก ก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ พระเยซูเจ้าไม่อยากทำอัศจรรย์เพราะยังไม่ถึงเวลา แต่เพราะพระองค์ก็เป็นเหมือนแม่คือ รักเขา และเมตตาต่อเขา จึงเดินไปสั่งคนใช้ว่า ตักน้ำใส่ตุ่มให้เต็มทุกใบ คนใช้ก็ทำตามแล้วพระองค์ตรัสต่อว่า ให้ตักไปให้เจ้าภาพ

เจ้าภาพงานเลี้ยงชิมน้ำที่บัดนี้เปลี่ยนเป็นเหล้าองุ่น

แล้วก็เรียกเจ้าบ่าวมาบอกว่า ใครๆ เขาก็เอาเหล้าองุ่นอย่างดีมาเสิร์ฟก่อน พอทานจนได้ที่แล้วจึงนำเอา

เหล้าองุ่นอย่างรองออกมา แต่นี่ทำไมเก็บเหล้าองุ่นอย่างดีไว้จนบัดนี้ และก็ไม่มีใครรู้ว่า เหล้าองุ่นอย่างดีมา

จากไหน ยกเว้นพระมารดา พระบุตร และคนใช้ที่ตักน้ำใส่ตุ่มตามพระบัญชา

          พระวรสารจบเรื่องเล่าอย่างน่าประทับใจในความรัก ความเมตตาของพระเยซูเจ้า และแม่พระที่ทรงมีต่อคู่แต่งงานจนๆ คู่หนึ่ง ที่มีข้าวของไม่พอรับแขก และเกือบทำให้วันแต่งงานอันเป็นวันสำคัญมากในชีวิตที่เพิ่ง

เริ่มต้นครอบครัวกลายเป็นวันที่อับอายขายหน้าแขกเหรื่อ แต่กลับมีเหล้าองุ่นชั้นดีมาช่วยให้วันดีๆ ของเขากลับกลายเป็นวันอันน่าชื่นชมประทับใจ

          สำหรับพ่อแล้ว บทอ่านที่ 1 จดหมายถึงชาวฮีบรู

ของวันเสาร์ก่อน (ฮบ 4:12-16) นั้น (13 มกราคม 2007) ได้เฉลยความจริงข้อนี้แก่เราก่อนแล้ว เพราะคนเขียนจดหมายถึงชาวฮีบรู เป็นใครไม่รู้ รู้แต่ว่าเขาเป็นชาวยิวที่กลับใจจากศาสนายิวมาเชื่อถือองค์พระเยซูเจ้า เขาหวนคิดกลับไปถึงชีวิตวันเก่าๆ ที่เป็นชาวยิว แล้วต้องเอาเครื่องบูชาที่เป็น แพะ แกะ วัว มาฆ่าเผาถวายแด่พระเพื่อใช้โทษบาปบ้าง เพื่อเป็นสันติบูชากับพระตามธรรมบัญญัติของโมเสสที่สั่งไว้บ้าง เขานำเอาสัตว์เหล่านี้มาถวายก็จะมีมหาสมณะ หรือพระชาวยิวมาฆ่าสัตว์นั้น

เอาเลือดมาประพรมพระแท่นและผู้ถวาย เป็นเครื่องหมายว่าพระกับเราเป็นหนึ่งเดียวกัน ไม่มีเรื่องบาดหมางใจกันเลือดหมายถึงชีวิตและมีชีวิตเดียวกัน ส่วนสัตว์ก็แบ่งเป็นสามส่วน ส่วนหนึ่งให้พระสงฆ์ไว้กิน อีกส่วนหนึ่งผู้ถวายก็เอากลับบ้านไปกิน ส่วนที่สามพระสงฆ์จะเผาถวายแด่พระเป็นเจ้า

          แต่การถวายแบบนี้ พระสงฆ์ชาวยิวก็ทำๆ ไป ตามกำหนดของโมเสสในธรรมบัญญัติ ไม่สนใจเลยว่า เราผู้เอาสัตว์มาถวายมีความทุกข์หนักใจอะไร มีปัญหาอะไรในชีวิต และใจเราผู้เข้ามาถวายสัตวบูชาห่อเหี่ยวหมดหวังเพียงใด เขาก็ทำๆ ไปตามหน้าที่ คนเขียนจดหมายถึงชาวฮีบรู มองดูชีวิตหนก่อนของเขาแล้วมองดูชีวิตคริสตังทุกวันนี้ที่เขาเปลี่ยนมาเชื่อถือพระเยซูเจ้า จึงเขียนบทจดหมายไปสอนเพื่อนร่วมชาติชาวฮีบรูว่า

          “เพราะเหตุว่า เรามิได้มีมหาสมณะที่ไม่สามารถร่วมทุกข์กับเราผู้อ่อนแอ แต่เรามีมหาสมณะผู้ได้ผ่านการทดลองทุกอย่างเหมือนกับเรายกเว้นบาป” เดี๋ยวนี้เราไปวัดร่วมถวายมิสซาบูชาขอบพระคุณ ไม่ว่าชีวิตเราจะต่ำต้อยเป็นคนบาปเพียงใด มีคำขอเนื่องจากปัญหาทุกข์หนักอกอันใด เรานำมาถวายแด่พระบิดา

พระเยซูเจ้าผู้เป็นมหาสมณะใหม่พระองค์นี้

เข้าใจหมดเลย เพราะพระองค์ทรงเคย

ทุกข์ยากลำบาก มาบังเกิดเป็นเหมือนเราทุกอย่าง ยกเว้นบาป พระองค์ทรงเป็น

มหาสมณะที่ยื่นพระหัตถ์มารับของถวายของเราด้วยพระทัยเมตตาและเข้าใจเรา และนำไปถวายแด่พระบิดาเพื่อพวกเรา...จากจดหมายถึงชาวฮีบรูที่อ่านกันวันเสาร์ก่อน จนวันอาทิตย์ บทนี้จึงทำให้พ่อนำมา

เชื่อมโยงกัน พระทัยเมตตาของพระ

เยซูเจ้า และแม่พระในงานแต่งงานที่เมืองคานาในแคว้นกาลิลีนั่นเอง

    แต่บทอ่านที่ 2 ในวันอาทิตย์นั้นเอง จดหมายนักบุญเปาโลถึงชาวโครินธ์ ฉบับที่ 1 (1คร 12:4-11)

    ก็สะท้อนความจริงของผู้เขียนจดหมายถึงชาวฮีบรูได้เหมือนกันเพราะ

นักบุญเปาโลก็เป็นชาวยิวที่ละทิ้งวิถีชีวิตแบบชาวยิวในพันธสัญญาเดิมและมาเชื่อถือพระเยซูเจ้าในพระศาสนจักร ท่านก็สะท้อนใจว่าในสังคมยิวมีแต่ คัมภีราจารย์ หรือผู้นำทางศาสนาเท่านั้นที่เป็นผู้ชี้นำ คนอื่นไม่มีความหมายอะไรเลย แต่พอมาเป็นคริสตัง

นักบุญเปาโลบอกเราว่าสังคมคริสตังไม่ใช่แบบนี้ เพราะพระเยซูเจ้าประทานพระจิตเจ้าแก่เราทุกคน และพระจิตองค์นี้ทำให้เรามีความสามารถแตกต่างกันไปทุกคน ทุกคน

มีค่ามีความหมาย มีความสำคัญ และความสามารถ

อันหลากหลายของแต่ละคนนี้ถ้าเรายอมรับ มันจะ

ส่งเสริมกันและกัน ให้พระศาสนจักรเจริญก้าวหน้าอย่างเป็นเอกภาพหนึ่งเดียว แต่เราต้องยอมรับและรู้จักชื่นชมUdomsarn

 

ติดตามการเดินทางของพระคาร์ดินัลจากเมืองไทยไปฝรั่งเศสและอิตาลี

ระหว่างวันที่ 5-14 มิถุนายน ค.ศ. 2008 :    

บันทึกการเดินทางโดยคุณพ่ออนุชา  ไชยเดช
ตอนที่ 11  เส้นทางแห่งการแสวงบุญทั้ง 4

          ไกด์นำพวกเราเดินเท้าจากที่พักไปตามจุดต่างๆ นี่เป็นสถานที่จริงที่เราได้มาพบ เส้นทางแห่งการแสวงบุญ ถนนทุกเส้นล้วนแล้วแต่มีประวัติศาสตร์ เรื่องราวความทรงจำถูกถ่ายทอดอีกครั้งหนึ่ง บทรำพึงและบทภาวนาตามจุดต่างๆ พาเราย้อนกลับไปยังเรื่องราวเหล่านั้น ชีวิตของคนที่มีความเชื่อ และส่งต่อพลังเหล่านั้นมาสู่พวกเรา แม่พระสตรีผู้งดงามที่พึ่งของผู้ทุกข์ใจ พระนางได้ทำให้โลกฉ่ำเย็นไปด้วยรักและสันติ เส้นทางสายนี้จึงมีความหมาย และเนื้อหาต่อไปนี้คือบทรำพึงและบทภาวนาตามจุดแสวงบุญทั้ง 4 แห่ง

 

จุดที่ 1 วัดน้อยของโรงพยาบาล (Hospital Oratory) ที่ซึ่งท่านนักบุญแบร์นาแด๊ตได้รับศีลมหาสนิทครั้งแรก วันที่ 3 มิถุนายน ค.ศ. 1858

          วัดน้อยที่ท่านนักบุญแบร์นาแด๊ตได้รับศีลมหาสนิท แม้ก่อนการประจักษ์คณะภคินีแห่งเนอแวรส์ ดูแลโรงพยาบาลและโรงเรียนนักเรียนหญิง จากเดือนมกราคม ค.ศ. 1858 เป็นต้นมา ท่านนักบุญแบร์นาแด๊ตได้เข้าเรียนที่โรงเรียนของซิสเตอร์ และเป็นที่นี่เองที่ท่านนักบุญได้ตระเตรียมตนเองสำหรับการรับศีลมหาสนิทครั้งแรก การรับศีลมหาสนิทครั้งแรกมีขึ้นเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน ค.ศ. 1858 และเป็นโรงพยาบาลแห่งนี้เองที่ท่านนักบุญได้เรียนรู้วิธีการดูแลคนยากจนและคนเจ็บป่วย

          หนทางสู่การเฉลิมฉลองครบรอบ 150 ปี แห่งการประจักษ์ ได้เริ่มต้นที่การรับศีลล้างบาปและจบที่การ

รับศีลมหาสนิทและในการรับใช้ นี่เป็นหนทางของชีวิต คริสตชน พระคริสตเจ้าทรงประทับอยู่ในพิธีมิสซา

บูชาขอบพระคุณ และในเพื่อนบ้านของเราทั้งหลาย “อะไรก็ตามที่ท่านทำต่อพี่น้องชาย-หญิงของท่าน

ที่ต่ำต้อยที่สุด ท่านได้ทำต่อเราเอง”

          ในวัดน้อยแห่งนี้ไม่มีศีลมหาสนิทประทับอยู่ แต่ท่านสามารถทำเหมือนที่พระสงฆ์ทำตอนเริ่มพิธีมิสซาและจูบพระแท่น

          “ข้าแต่พระเจ้า ขอได้โปรดเพิ่มเติมความรักของข้าพเจ้าต่อศีลมหาสนิท และความมุ่งมั่นของข้าพเจ้า

ในการรับใช้ทุกๆ คน ซึ่งข้าพเจ้าพบว่าต้องการความช่วยเหลือ ขอท่านนักบุญแบร์นาแด๊ตได้สวดภาวนาสำหรับข้าพเจ้า ท่านได้รวมให้เป็นสิ่งเดียวกันระหว่างงานรับใช้และศีลมหาสนิทตลอดชีวิตของท่าน และบัดนี้ท่านได้อยู่กับพระองค์ในแสงสว่างตลอดนิรันดร”

 

จุดที่ 2 วัดที่เราสามารถมองเห็นอ่างน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่ท่านนักบุญแบร์นาแด๊ตได้รับพิธีล้างบาป

          อ่างน้ำศักดิ์สิทธิ์ซึ่งท่านนักบุญแบร์นาแด๊ตได้รับพิธีล้างบาปยังคงอยู่ในวัดทุกวันนี้ บนกำแพงเราจะเห็นสำเนาหลักฐานการรับพิธีล้างบาป ซึ่งถูกทำลายบ้างเล็กน้อยจากไฟไหม้ แม้กระทั่งก่อนที่ท่านนักบุญแบร์นาแด๊ตจะได้เห็นการประจักษ์ ท่านเป็นคาทอลิก ท่านได้รับการประกาศให้เป็นนักบุญเพราะท่านได้ใช้ชีวิตอยู่ในพระหรรษทานของศีลล้างบาปของท่านอย่างเต็มเปี่ยม

          หากมีความปรารถนา อาจจะจุ่มมือลงในอ่างน้ำศักดิ์สิทธิ์และทำสัญลักษณ์เครื่องหมายสำคัญมหากางเขน “เดชะพระนาม ...........”

      “ข้าแต่พระเป็นเจ้า โดยศีลล้างบาป พระองค์ได้นำข้าพเจ้าเข้าสู่อาณาจักรของพระองค์ ในช่วงชีวิตของท่านนักบุญแบร์นาแด๊ต ศีลล้างบาปเดียวกันนี้ได้ก่อเกิดผลของความศักดิ์สิทธิ์ ในโอกาสฉลอง 150 ปี แห่งการประจักษ์นี้ (Jubilee year of the Apparitions) ขอให้การแสวงบุญของข้าพเจ้าสู่สถานที่ศักดิ์สิทธิ์นี้รื้อฟื้น

พระหรรษทานของศีลล้าบาปของข้าพเจ้าเองด้วยเทอญ”

    

จุดที่ 3 คุกร้าง ที่เรียกว่า “กาโช” (Cachot) ที่ครอบครัวซูบีรูส์เคยอาศัยอยู่

          ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1856 เป็นต้นมา ครอบครัวซูบีรูส์ (พ่อ แม่ และเด็ก 4 คน) อาศัยอยู่ในห้องเดียว ห้องที่มีปล่องไฟ ทั้งชื้นและมืด เป็นสถานที่ที่น่าหดหู่และน่าอดสู

          คล้ายๆ กับที่พระทรงเรียกพระแม่มารีย์จากหมู่บ้านนาซาเร็ธที่ไม่มีคนรู้จักในคราวที่พระแม่มารีย์

ได้ทรงเลือกผู้ส่งข่าวของพระแม่ก็ทรงเลือกในสถานที่ที่ยากจนยิ่ง

          ถ้าปรารถนา อาจจะรำพึงอย่างศรัทธาด้วยพระวาจาของพระเยซูเจ้า “เป็นบุญของผู้ยากจน เพราะอาณาจักรของพระเจ้าอยู่กับเขา” และพระวาจาของพระแม่มารีย์ “พระองค์ทรงเหลียวแลความต่ำต้อยแห่งข้าบริการของพระองค์”

          “ข้าแต่พระเจ้า พระองค์ทรงทอดพระเนตรความถ่อมตนของพระนางมารีย์ ข้ารับใช้ของพระองค์ และพระองค์ได้ทรงเลือกพระนางให้เป็นผู้ให้กำเนิดพระบุตรของพระองค์ สตรีซึ่งไม่มีใครรู้จักจากนาซาเร็ธได้กลายเป็นพระมารดาของพระเจ้า มารดาของข้าพเจ้าทั้งหลาย

          เพื่อเป็นการเตือนใจเราถึงข้อความ แห่งพระวรสาร พระองค์ได้ทรงเลือกท่านนักบุญแบร์นาแด๊ตจากบ้านกาโช สถานที่ที่น่าหดหู่ในสายตาของโลก ขอให้สถานที่นี้ในหนทางสู่การฉลอง เปลี่ยนวิธีที่ข้าพเจ้ามองดูคนยากจนและช่วยให้ข้าพเจ้าเข้าถึงจิตตารมณ์บทเทศน์สอนบนภูเขาของพระองค์”

           

จุดที่ 4 ประตูท่านนักบุญไมเกิ้ล (St.Michael's Gate)

ซุ้มประตู (The Arches) และถ้ำ (The Grotto)

           “ข้าแต่พระเยซูเจ้า พระองค์ทรงเป็นประตู พระองค์ทรงเป็นผู้เดียวที่ช่วยให้ข้าพเจ้าทั้งหลายเข้าสู่พระอาณาจักรสวรรค์ และชีวิตนิรันดร ขอทรงช่วยให้ข้าพเจ้าทั้งหลายดำเนินชีวิตอย่างชื่นชมยินดีที่ข้าพเจ้า

ทั้งหลายได้พบกับพระแม่มารีย์ที่ถ้ำ สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่พระแม่ทรงประจักษ์แก่ท่านนักบุญแบร์นาแด๊ต ขอทรงเตรียมจิตใจของข้าพเจ้าทั้งหลายให้พร้อมที่จะได้ยินเสียงเรียกของพระแม่ให้นำสู่การกลับใจ”

          ซุ้มประตูต่างๆ ในกรุงโรมในระหว่างปีศักดิ์สิทธิ์ (Holy Years)  ผู้แสวงบุญเข้าสู่มหาวิหาร โดยผ่านทางประตูศักดิ์สิทธิ์ (Holy Doors) ซุ้มประตูทั้งเจ็ดที่นำทางไปสู่ถ้ำก็ช่วยให้บรรลุวัตถุประสงค์เดียวกัน ภายใต้แต่ละซุ้มจะมีเครื่องหมายแสดงรูปพระแม่มารีย์ผู้ปฏิสนธินิรมลและองค์พระกุมารเยซู พระแม่มารีย์กำลังประทานพระบุตรของพระแม่ให้แก่เรา

          เพื่อแสดงการเคารพต่อพระรูป จะจูบ สัมผัส หรือโค้งทำความเคารพเหมือนตอนที่ทำความเคารพ

ไม้กางเขนในวันศุกร์ศักดิ์สิทธิ์ก็ได้ 

          “พระแม่มารีย์ พระแม่ของข้าพเจ้าทั้งหลาย ได้โปรดสอนให้ข้าพเจ้าทั้งหลายกล่าวเหมือนที่พระแม่

ได้ทรงกล่าวว่า “ข้าแต่พระเจ้า โปรดรับข้ารับใช้ของพระองค์” ได้โปรดสอนให้ข้าพเจ้าทั้งหลายร้องเพลงเหมือนที่พระแม่ได้ทรงทำ “จิตวิญญาณของข้าพเจ้าขอสรรเสริญพระเจ้า และจิตใจของข้าพเจ้าปีติในพระเจ้าพระผู้กอบกู้ของข้าพเจ้า” ได้โปรดนำข้าพเจ้าทั้งหลายไปสู่ถ้ำที่ซึ่งน้ำพุไหลเป็นสัญลักษณ์ของความชื่นชมยินดีและชีวิต ท่านจะเดินผ่านน้ำพุซึ่งน้ำไหลโดยตรงมาจากถ้ำ นี่จะเป็นโอกาสเหมาะที่จะทำให้สำเร็จตามที่ท่านนักบุญแบร์นาแด๊ต ถูกให้ทำมาแล้ว “จงไปที่น้ำพุและชำระล้างตัวของเจ้าที่นั่น””

          ถ้ำ อย่าหยุดนั่งที่หน้าถ้ำ ขอให้ช่วยเดินผ่านออกไป ท่านจะสร้างกลุ่มภาวนาเงียบๆ เล็กๆ พร้อมกับคนอื่นๆ ที่มาก่อนหรือหลังพี่น้อง จงจำพระวาจาในพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ที่ว่า “ข้าแต่พระเจ้า พระองค์คือศิลาของข้าพเจ้า” ถ้าปรารถนาที่จะถวายเทียนไข ขอให้วางไว้ติดกับโคมไฟ

          “ตั้งแต่ช่วงเวลาที่แม่พระปฏิสนธินิรมลได้ทรงประจักษ์แก่ท่านนักบุญแบร์นาแด๊ตเป็นครั้งแรก มีเทียนไขจุดสว่างไสวตลอดเวลา ณ สถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ ขอให้พระหรรษทานแห่งการฉลอง 150 ปี ช่วยส่องสว่างชีวิตของข้าพเจ้า ขอให้ความปรารถนาที่จะเป็นแสงสว่างให้กับคนอื่นๆ ได้เกิดขึ้นใหม่ในตัวข้าพเจ้าเพราะองค์พระคริสตเจ้าผู้ทรงเป็นแสงสว่างสำหรับโลก”. Udomsarn

หมายเหตุ ขอบคุณข้อมูลบทรำพึงและบทภาวนา จากบริษัทคาริสม่า

 

3G  สุดยอดไร้สาย แต่อย่าไร้สาระ ( ตอนหนึ่ง )

Pro-life โดย นนท์เพ็ชร์

 

          โทรศัพท์มือถือยังคงเป็นดุจของใช้ส่วนตัวที่ไม่ค่อยส่วนตัวเท่าไรนัก ที่บอกว่าเป็นส่วนตัวเพราะพกพาไปไหนมาไหนได้อย่างสะดวก จะใช้เมื่อไรอย่างไรก็ได้  และที่บอกว่าไม่ค่อยส่วนตัวเท่าไรนักเพราะที่เราพูด เม้าท์ๆ เม้นท์ๆ กัน คงไม่ยากเกินไปสำหรับมืออาชีพระดับพระกาฬที่จะเข้ามาขอแจมในความลับนั้นด้วย สมกับที่กล่าวไว้ว่า “ไม่มีความลับใดๆ ในโลก” เลยจริงๆ 
จำนวนผู้ใช้โทรศัพท์มือถือเพิ่มขึ้นอย่างน่าทึ่ง ลองสังเกตดูได้ ผู้ที่เดินผ่านไปผ่านมา มีกี่คนที่ไม่มีโทรศัพท์มือถือ นับว่าน้อยมากที่ไม่มี หรือคิดกันเล่นๆ แต่จริงจังว่า ระหว่างสายประคำ (เครื่องมือติดต่อกับพระ) กับโทรศัพท์มือถือ (เครื่องมือติดต่อกับชาวโลก) อย่างไหนที่คริสตชนจะมีติดตัวมากกว่ากัน หรือคิดจริงจังแต่เล่นๆ ว่า เมื่อขับรถออกไป ระหว่างลืมสายประคำกับลืมโทรศัพท์ไว้ที่บ้าน อย่างไหนจะมีแรงจูงใจให้กลับไปเอามากกว่า? จากสถิติทั่วโลกมีผู้ใช้โทรศัพท์มือถือมากกว่า 1,700 ล้านราย (นี่เป็นสถิติเมื่อปี 2547)  และว่ากันว่าในไทยมีมากกว่า 45 ล้านคน บางแหล่งก็บอกว่ามีถึงแล้ว 47 ล้านคน ในปีนี้ธุรกิจเติบโตอย่างรวดเร็วส่งผลให้มีธุรกิจใหม่ๆ เกิดขึ้นมาอีกมากมาย และเป็นธุรกิจที่ลูกค้าโทรศัพท์มือถือมักจะซื้อด้วยความจำเป็น ด้วยความสะดวกหรือด้วยความอยาก เช่น พวกอุปกรณ์เสริมซึ่งบางอย่างไม่ได้ให้มาพร้อมกับตัวเครื่อง ปัจจุบัน ล่าสุด ธุรกิจยอดฮิตมาแรง คือ ตู้เติมเงินมือถืออัตโนมัติแบบหยอดเหรียญ
ยิ่งน่าทึ่งมากกว่านั้นอีกกับเทคโนโลยีล่าสุดของล่าสุด คือ โทรศัพท์ 3G (3G มาจาก Third Generation) เป็นการพัฒนาระบบโทรศัพท์เข้าสู่ยุคที่สาม  หากเราย้อนไปดู ระบบโทรศัพท์ 1G ยุคที่หนึ่งนั้นยังใช้ระบบการนำสัญญาณเสียงผ่านคลื่นวิทยุย่านความถี่สูง (VHF และ UHF) และยังส่งแบบอะนาล็อกซึ่งใช้เป็นเพียงโทรศัพท์พูดคุยกันเท่านั้น  ไม่นานก็พัฒนาเข้ามาสู่ 2G คือ ระบบดิจิตอล ซึ่งก็มีอะไรมากขึ้น มีการส่งข้อมูลกันได้ เริ่มมีไร้สาย Wireless, GPRS, EDGE และจากจุดนี้กำลังพัฒนาแบบก้าวกระโดดเข้าสู่ 3G ซึ่งแน่นอนย่อมนำมาซึ่งความสะดวกมากขึ้น ยุค 3G ระบบโทรศัพท์จะเป็นแบบเหมือนคอมพิวเตอร์พกพา เหมือนวิทยุส่วนตัว กล้องถ่ายรูป ดูหนังฟังเพลง ดูทีวีได้ มีเนื้อที่เพิ่มขึ้นสามารถรับส่งข้อความขนาดใหญ่  บริการส่งแฟกซ์  และอื่นๆ อย่างครบครันUdomsarn

 

นิราศอิเหนา (2) นิราศ วัด มัสยิด    

วัดอัสสัมชัญ ที่อินโดฯ

ชีวิตพยานความเชื่อที่ร้อนรน                                                                                                                  

          นิราศอิเหนา ดินแดนศาสนาอิสลาม  เพื่อสัมผัสกลิ่นอายอินโดนีเซีย เราเหมือนคนตาบอด ไม่รู้ทิศรู้ทาง เรา“สองระเด่น” ณ สนามบิน ได้พบกับคนที่มารับ ทำหน้าที่เป็น“ไกด์” เราก็ได้แต่นอบน้อมเชื่อฟัง แต่รู้สึกตื่นตาตื่นใจกับสิ่งที่เห็น เหมือนเป็นเด็กๆ ได้มาเที่ยวสวนสนุกครับ

          มร.เฟอร์รี ยูซุฟ (Luis Yusuf) และคุณลูซี ภรรยา ได้กรุณามารับเรา “สองระเด่น” ณ สนามบินจาการ์ต้า ระยะทางประมาณ 30 กิโลเมตร เพื่อไปที่พัก พอๆ กับดอนเมืองถึงถนนสีลม ของเรานี่แหละ

          รุ่งเช้าเป็นวันอาทิตย์ ยังได้กรุณาพาไปร่วม “มิสซากลุ่มการิสมาติก” ซึ่งทางวัดจัดขึ้นเดือนละครั้ง วัดแม่พระแห่งภูเขาคาร์แมล จุคนได้ประมาณ 1,000-1,500 คน สร้างแบบทันสมัย ภายในโล่งกว้าง ไม่มีเสาให้ดูเกะกะบังสายตาเลย

          บริเวณหน้าวัดมีรถจอดเต็มไปหมด และผู้คน ก็ทยอยกันเข้ามาที่วัด มีพี่น้องที่รับผิดชอบแผนกต่างๆ  ก็ออกมาคอยต้อนรับ ทักทายคนที่มาวัด  แจกหนังสือร่วมพิธี และบทอ่านพระคัมภีร์จัดทำเป็นแผ่นพับ

          คณะนักขับร้องแต่งตัวเรียบร้อย มีเครื่องดนตรีเป็นวงสตริง มีคีย์บอร์ด กีตาร์ 2 ตัว และกลอง 1 ชุดเล็กๆ เนื้อเพลงฉายขึ้นผนังกำแพงวัด ให้อ่านได้สองด้าน ทั้งด้านตรงและด้านข้าง มีโปรเจ็คเตอร์ 2 ตัว ซ้อมก่อนมิสซาสัก 15 นาที สัตบุรุษที่มาวัดในวันนั้นเกือบเต็มวัด

          มิสซาวันนั้นประมาณ 90 นาที ผ่านไปไม่ยาวเลย เพราะในพิธีจะได้ยินเสียงร้องเพลงกันดังก้องไปทั้งวัด บางช่วงบางเพลงก็ปรบมือเป็นจังหวะ ตอนสวดบทข้าแต่พระบิดาของเรา เขาก็จับมือกันและร้องเพลง ทักทายจับมือกันกับคนใกล้ๆ

          ตอนจบมิสซา บทเพลงแสดงความยินดีครึกครื้น หลายคนก็ดูยิ้มแย้ม ร้องพลางปรบมือพร้อมกันไปถึงสองสามรอบ

          ในพิธีเขาก็จะใช้ทั้งกระดิ่งและฆ้องใหญ่ แขวนอยู่บริเวณพระแท่น เด็กๆ ช่วยมิสซา ก็มีทั้งเด็กผู้ชายและผู้หญิง บางแห่งจะเห็นเด็กผู้หญิงมากกว่า

          สำหรับเด็กเล็กๆ ที่มากับพ่อแม่ ก็จะแยกออกไปนอกวัด มุมหนึ่ง เป็นหน้าถ้ำแม่พระ และมีพี่เลี้ยงคอยดูแลให้วาดรูป หรือสวด ซึ่งสามารถมองเข้าไปในวัดได้ เพราะมีกระจกกันเสียงเข้าไปเท่านั้น

          ผมเองก็พยายามเก็บบรรยากาศต่างๆ ไว้ สังเกตว่า ทุกคนอยู่จนจบมิสซา 

          เสร็จพิธีแล้ว ผู้รับผิดชอบก็จะไปคอยต้อนรับและทักทายซึ่งพี่น้องเดินออกทางประตูทางเดียว เพื่อจะได้ทักทาย ร่ำลากัน และมีน้ำ ขนม เล็กๆ น้อยๆ ไว้บริการทุกคน

          คนแปลกหน้าไป เขาก็เข้ามาทักทาย แนะนำกัน ให้รู้สึกอบอุ่นดีครับ

          ครั้งนี้ ได้ไปร่วมมิสซาที่วัดต่างๆ อีกหลายแห่ง เกือบ 10 แห่ง ก็เห็นว่าสัตบุรุษที่ไปร่วมมิสซากันอย่างพร้อมเพรียง แต่ละวัดเกือบๆ เต็มวัด

          วันหนึ่งได้ไปร่วมมิสซากับครอบครัวเจ้าของบ้าน พากันไปร่วมมิสซา ลูกสาวกำลังเรียนคณะวนศาสตร์ ระดับมหาวิทยาลัยปี 3  ชื่อ แกงเลียง ความจริงเขาชื่อ เลียงเท่านั้น แต่ละคนเขาก็ถือหนังสือของตนไปคนละเล่มปกสีดำหนาประมาณ 250  หน้า

          “ส่วนใหญ่ แต่ละคนก็มีหนังสือคู่มือของตน คนละเล่ม!”

          ผมว่าคริสตังไทยเรา สมัยรุ่นคุณย่า คุณยาย ถ้าอายุยืน 80-100 ปี เขาก็มีกันคนละเล่มเหมือนกัน และส่วนใหญ่คนมีสตางค์ก็จะทำปกอย่างดี บางคนก็ใช้ผ้าหุ้มอีกครั้งหนึ่ง

          “เสียดายครับ...ผ่านมาตั้งหลายสิบปีแล้ว...น่าจะมีมากขึ้น และมีกันทุกๆ คน แต่กลับเห็นมีแต่กระเป๋าถือสวยและโทรศัพท์มือถือแทน!”

          หลังจากเลี้ยงอาหารเที่ยงแบบอินโดนีเซียอย่างอร่อยเสร็จแล้วประมาณบ่าย 3 โมง เขาพาไปเยี่ยมอาสนวิหารแม่พระรับเกียรติยกขึ้นสวรรค์ (อัสสัมชัญ) เป็นรูปทรงโกธิค มีหอสูงเป็นยอดแหลมคู่บริเวณหน้าวัด และมียอดเล็กเสริม ดูสวยงามขึ้นอีก บริเวณหน้าวัดก็มีรูปแม่พระตั้งอยู่ติดกับมุขเหนือศีรษะ ประตูวัดปิดทุกด้าน ได้แต่เพียงดูภายนอกเท่านั้น

          เมื่อ 5 ปีที่แล้ว ผมได้มีโอกาสมาร่วมมิสซาที่นี่ครั้งหนึ่ง ภายในเหมือนกับวัดในยุคนั้น มีเสาเป็นแถวอยู่สองข้าง และประดับด้วยกระจกสีที่หน้าต่าง ดูสวยงาม แต่ก็รู้สึกค่อนข้างร้อน

          บริเวณรอบๆ  มีบ้านพักและสำนักงานพระสังฆราช ของสังฆมณฑลมี 2 หลัง สร้างเป็นอาคาร 2 ชั้น และ 3 ชั้น มีถ้ำแม่พระประจักษ์เมืองลูร์ด มีดอกไม้สดใส่แจกันตั้งไว้หลายสิบอัน และมีคนกำลังนั่งสวดสายประคำอยู่ 2-3  คน

          วัดแห่งนี้มีอายุกว่า 200 ปี อยู่ในยุคเดียวกันกับอาสนวิหารอัสสัมชัญ บางรัก ของเราสร้างตั้งแต่ค.ศ. 1822 รวมเวลา 180 ปีแล้ว

          ถ้ากลับหลังหัน ก็จะเห็นมัสยิดอยู่ฝั่งตรงข้าม หันหน้าเข้าหากัน มีเพียงถนนคั่นกลางเท่านั้น

          เราได้เดินไปเยี่ยมชมบริเวณมัสยิดสักพักหนึ่ง ถือว่าเป็นมัสยิดที่ใหญ่โตและจุคนได้หลายหมื่นคน มากที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นมัสยิดกลางของอินโดนีเซีย เป็นมัสยิดคู่บ้านคู่เมืองของเขาทีเดียว

          ด้านหน้ามัสยิด มีผู้คนเป็นกลุ่มๆ เดินเข้ามาที่มัสยิด 3-4 กลุ่ม ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง แต่งชุดสีสันสดใส แดง เขียว เหลือง น้ำตาล ฯลฯ มีผ้าคลุมศีรษะ ดูเรียบร้อย ทยอยกันเดินเข้ามัสยิด

          การออกแบบก่อสร้างดูแข็งแรง แม้ไม่หรูหรา ด้วยการตกแต่ง แต่เรียบง่ายและใช้ประโยชน์ ลมพัดเย็นสบายๆ แม้ภายในมัสยิดเอง

          คำว่า มัสยิด หมายถึง การมาร่วมชุมนุมกัน เพื่อนมัสการพระเจ้า ตรงกับคำไทยว่า สุเหร่า

          แม้มีเวลาจำกัด แต่ก็ได้มีโอกาสมาเยี่ยมสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สำคัญของอินโดนีเซีย ทั้งของคาทอลิกและมุสลิม แม้จะได้มาดูแค่เพียงเวลาสั้นๆ  ก็ถือว่าเป็นบุญตา เป็นประสบการณ์ที่มีค่ายิ่งสำหรับ “สองระเด่น” เช่นเราแล้วครับ

          ศาสนาไม่ว่าจะศาสนาอะไร ถ้าคนถือปฏิบัติ อย่างเข้าถึงจริง ล้วนนำสันติสุขมาสู่จิตใจของมนุษย์แต่ละคน มิใช่เพียงเรื่องทำบุญทำทาน มิใช่เรื่องวัตถุ แต่เป็นชีวิตทั้งครบของคน

          ถ้ามองให้กว้าง ก็จะเห็นว่าโลกนี้ คือวิหารที่มนุษย์จะใช้สำหรับนมัสการสรรเสริญพระเป็นเจ้า พระบิดาของมนุษยชาตินี่เอง!

         

เยี่ยมสำนักงานตึกสภาฯ

          เมื่อไปถึงจาการ์ต้า เขาก็จัดให้เราไปพักที่บ้านศูนย์พระสงฆ์ เป็นอาคาร 3 ชั้น มีเพียง 22 ห้อง มี

พระสงฆ์พักประจำอยู่ 8-10 องค์ หลายคนก็ทำงานอยู่ในสำนักงานของสภาพระสังฆราชของอินโดนีเซีย

          หลังจากพักอยู่สามสี่มื้อแล้ว พอรู้ใครเป็นใคร ก่อนจากไปที่ประชุมในครั้งนี้ เรามีเวลาเหลืออีก

สองสามชั่วโมง รถจะมารับไปสนามบินแล้ว จึงเอ่ยปากว่า

          “ผมอยากจะขอแวะไปเยี่ยมดูสำนักงานของสภาฯ ได้ไหม? อยู่ไกลไหม? ถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะดูบ้าง เพราะผมเองก็ทำงานอยู่สภาฯ เหมือนกัน แต่มีเวลาเพียง 2 ชั่วโมงเท่านั้น”

          “ห่างจากที่นี่ 3 กิโลเมตร เดี๋ยวไปกับผมเลย ผมจะไปพอดี!”

          เคดับเบิลยูไอ.(KWI) เป็นชื่อย่อตัวใหญ่เขียนไว้ที่ตึกให้รู้ว่า เป็นตึกของสภาฯ เป็นที่รู้สำหรับเขา แต่สำหรับผมงง  เป็นอาคารสี่ชั้น สร้างมาได้ยี่สิบกว่าปีแล้ว มีหน่วยงานเหมือนๆ กับสภาฯ บ้านเรา แต่ละสำนักงาน ก็มีคนเพียง 1-5 คน แล้วแต่งาน เงิน งบ ผมได้พบกับผู้ที่รับผิดชอบ พีเอ็มเอส. เยาวชน ครอบครัว สตรี สื่อมวลชน พิธีกรรม ฆราวาส ฯลฯ

          คุณพ่อแพทตริอุส ผู้อำนวยการ พีเอ็มเอส. (PMS) ยังติดโลโก้ทำด้วยผ้า งานชุมนุมการแพร่ธรรมในเอเชีย ที่เชียงใหม่ (Asian Mission Congress) เมื่อ ค.ศ. 2006 พอเห็นผ่านตาก็จำได้

          คุณพ่อซานโตส (Santos) เป็นเลขาธิการเยาวชน เพิ่งกลับมาจากงานเยาวชนโลก ครั้งที่ 23 ที่ซิดนีย์ ออสเตรเลีย และกำลังนั่งประชุมกับเยาวชน 4-5 คนเพื่อศึกษาและเตรียมแผนงานต่อไป

          “เยาวชนจากอินโดฯ ไปร่วมงาน “WYD 08”(World Youth Day) 1,000 คน!”

          เขามีสองตึก อยู่ห่างกันสัก 1 กิโลเมตร ตึกนี้มี 3 ชั้นเท่านั้น

          ส่วนงานสื่อมวลชนฯ มีเจ้าหน้าที่ 3-4 คน เป็นงานด้านเว็บไซต์ ส่วนใหญ่งานจะไปลงอยู่ในระดับสังฆมณฑล ในแวดวงคนทำสื่อมวลชนคาทอลิก จะพอทราบกันดีว่า ที่ยอร์กจาการ์ต้ามีศูนย์ฝึกอบรมสื่อมวลชน คาทอลิกในอินโดฯ ของคณะเยสุอิต ชื่อว่า “ปุตกัต” เป็นศูนย์ที่มีชื่อเสียงมานาน

          คณะเยสุอิต ยังมีนิตยสาร ฮีดุบ (Hidub) แปลเป็นไทยว่า ชีวิต (Life)   ทำอย่างดี มียอดพิมพ์ประมาณ 15,000 ฉบับ

          อินโดนีเซีย เคยเป็นเจ้าภาพจัดประชุมสหพันธ์สภาพระสังฆราชแห่งเอเชีย ครั้งที่ 5 ค.ศ. 1990 ที่สังฆมณฑลบันดุง และคำว่า พระศาสนจักรต้องทำการเสวนา และเอาใจใส่คนยากจนให้มากๆ ขึ้น คำว่า dialoque and option for the poor จึงได้ยินดังขึ้นเรื่อยๆ!

          เมื่อห้าปีที่แล้ว ได้มีประชุมสื่อมวลชนคาทอลิกแผนกวิทยุโทรทัศน์เอเชีย (อุนด้า โอซีไอซี) ที่เกาะชวานี้ และเขาจัดให้ไปเยี่ยมชมสถานีโทรทัศน์อินโดเซีย (Indosia) ซึ่งเป็นของเอกชนคาทอลิกเป็นเจ้าของ และเขาก็ให้เวลาแก่พระศาสนจักร 1 ชั่วโมงทุกวันอาทิตย์ด้วย

          เมื่อทุกอย่างลงตัว ได้กำหนดเวลา ผมนั่งรถจากที่พักกลับมาสนามบินจาการ์ต้าอีกครั้ง เพื่อไปประชุมอีกแห่งหนึ่ง ชื่อที่คนไทยคุ้นหู “มักกะสัน” Udomsarn

 

 วิศวกรด้านพลังงานจากจีนแผ่นดินใหญ่สนใจเป็นคาทอลิก                

เขามาจากจีนแผ่นดินใหญ่ เขาให้เรียกชื่อของเขาว่า “ยอห์น” ทั้งนี้เพราะเขาบอกว่าเมื่ออ่านพระวรสารของนักบุญยอห์นแล้วรู้สึกชอบมากๆ เราได้พบกันที่วัดแม่พระแห่งลูร์ด ลำปาง หลังจากพิธีมิสซาบูชาขอบพระคุณประจำวันอาทิตย์ที่ 24 สิงหาคม ค.ศ. 2008 และได้พบกันอีกครั้งหนึ่งที่กรุงเทพมหานคร ก่อนที่เขาจะบินกลับบ้านที่ประเทศจีน

ทำไมจึงสนใจอยากเป็นคาทอลิก

          เขาเล่าให้ฟังว่าเขามีอาชีพเป็นวิศวกรด้านพลังงานมาทำธุระที่ประเทศไทย แต่งงานแล้วมีลูกสาว 1 คน เมื่อ 7 ปีที่แล้วขณะที่ลูกสาวอายุได้ 3 ขวบ เขาคิดว่าลูกสาวน่าจะได้รับการศึกษาที่ดีที่สุด เขาพยายามศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับระบบการศึกษา ในที่สุดเขาได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่งจากนักเขียนชาวเยอรมันที่พูดถึงความเป็นมนุษย์ (Human being) ว่าภายในมนุษย์นั้นมีพลังที่ยิ่งใหญ่อยู่ภายใน มนุษย์มีศักยภาพที่มากกว่าสิ่งที่ตาของเราจะเห็น มนุษย์ไม่ได้มีแค่สิ่งที่เรามองเห็นหรือสัมผัสได้ แต่ยังมีพลังยิ่งใหญ่ที่ซ่อนเร้นอยู่

พระคัมภีร์คือคำตอบ

          เขาสงสัยมาโดยตลอดว่าพลังที่ยิ่งใหญ่นี้คืออะไรและมาจากไหน ต่อมาเขาได้พบเพื่อนคนหนึ่ง เพื่อนได้ให้ “พระคัมภีร์ไบเบิ้ล” เขาเล่มหนึ่ง เมื่อเขาลงมืออ่านและค่อยๆได้คำตอบว่าพลังที่ยิ่งใหญ่นั้นคืออะไร เพราะพระคัมภีร์ที่เขาอ่านบอกความจริงแก่เขาว่าตั้งแต่สร้างโลก พระเจ้าได้ประทาน “พระจิตเจ้า” ให้แก่โลกนี้แล้ว พระจิตคือพลังอันยิ่งใหญ่ที่อยู่ในโลกนี้แล้ว และเมื่อได้อ่านพระวรสารของยอห์นทำให้รู้ว่าพลังแห่งพระจิตเจ้าไม่ได้อยู่ที่ไหนที่ไกลจากตัวเราเลยแต่อยู่ภายในตัวของเราแต่ละคนนั่นเอง ชีวิตของเราขับเคลื่อนได้ก็เพราะพระจิตเจ้า (Holy Spirit) แต่เราไม่รู้เท่านั้นเอง ดังนั้นเราแต่ละคนจึงต้องค้นหา เขาสารภาพว่าเมื่ออ่านพันธสัญญาเดิม (O.T.) เขารู้สึกไม่เข้าใจและสับสน แต่อ่านพันธสัญญาใหม่ (N.T.) รู้สึกว่าเข้าใจได้ง่ายกว่า

          คำสอนของพระเยซูคล้ายกับคำสอนของปราชญ์จีน

          จากนั้นเขาจึงได้อ่านพระคัมภีร์ไบเบิ้ลทุกวัน อ่านไปก็ขบคิดไป ก่อนหน้านั้น เขาก็เหมือนกับชาวจีน

ทุกคนที่ต้องเรียนรู้คำสอนของปราชญ์คนสำคัญๆ ของชาวจีน แต่เมื่อได้อ่านชีวิตและคำสอนของพระเยซูเจ้าจากพระคัมภีร์แล้ว ทำให้เขารู้สึกว่าคำสอนของพระเยซูเจ้านั้นคล้ายคลึงกับคำสอนของนักคิดชาวจีนต่างๆ อย่างมากทีเดียว เป็นต้นจากขงจื้อ เช่นเรื่องของความรักและการให้อภัย แรกๆ เขาไม่เข้าใจว่า “ความรักและการอภัย” จะเป็นไปได้อย่างไรในสังคม ทำไม่ได้หรอก  ต่อมาเมื่อได้ใคร่ครวญแล้วจึงเห็นว่านี่คือความจริง นี่คือวิธีแก้ปัญหาของสังคมได้จริง ตามที่พระสันตะปาปาองค์ปัจจุบันสอนว่า “ความรักและการให้อภัยคือหนทางสู่ความรอด”  นี่คือวิธีการแก้ปัญหาของสังคมที่แท้จริง

          ชีวิตของเรายังมีอะไรที่เกินสติปัญญาของเราจะหยั่งถึง

          เขาเป็นคนมีการศึกษา อยู่ในระดับชนชั้นกลาง

ไปถึงชั้นสูงของจีน เขาอ่านและพูดภาษาอังกฤษได้ดี เดินทางไปทั่วโลก เมื่อได้พูดคุยกัน เขาบอกผมว่าอยากได้หนังสือเกี่ยวกับคาทอลิกไปศึกษา เพราะที่เมืองจีนเขาเปิดอินเตอร์เน็ตจากวาติกันไม่ได้ แต่จากการอ่านพระคัมภีร์ไบเบิ้ลและการไตร่ตรองจากชีวิตทำให้เขาพบว่ามีความจริงที่สูงเกินเลยความสามารถของสติปัญญามนุษย์อีกมากมาย เรามนุษย์ไม่สามารถเรียนรู้อะไรได้ทุกสิ่งทุกอย่าง ชีวิตของเรามีขีดจำกัด โลกของเรามีความทุกข์มากมาย ถ้าเราแสวงหาความจริง เราจะพบความสุขได้

 

 ปราศจากพระเจ้าไม่ได้

  ประเทศจีนสอนให้เราพึ่งตนเอง เพราะคิดว่ารัฐสามารถจัดการให้เราได้ทุกอย่างและทุกเรื่อง เรามีอำนาจ เรามีความสามารถ ไม่จำเป็นต้องพึ่งพระเจ้า แต่ความจริงแล้วเราก็พบว่าเรายังมีความทุกข์ สิ่งที่เราได้รับจากรัฐไม่สามารถให้ความสุขที่แท้จริงกับเราได้ เรื่องของจริยธรรมเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เราไม่สามารถมีความสุขได้ถ้าเราไม่มีจริยธรรม เราควรรู้ว่าพระเยซูเจ้าทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอดได้ ชีวิตของพระเยซูเจ้าเป็นแบบอย่างแก่เรา ถ้าเราเดินตามชีวิตและคำสอนของพระองค์ เราจะพบความรอดและความสุขที่แท้จริง

 

ความสุขคืออะไร

          สำหรับเขาแล้ว ความสุขคือความสงบในจิตวิญญาณ เมื่อตอนเป็นวัยรุ่นเขาคิดว่าการมีทุกสิ่งทุกอย่างเหมือนคนอื่นๆ คือความสุข แต่ในปัจจุบันเมื่อเขามีพร้อมทุกอย่างแล้ว เขาก็รู้สึกว่ายังไม่พอยังไม่สงบ แต่เมื่อเขาได้รู้จักพระเจ้า ใจของเขาสงบและอยากจะรู้จักพระองค์ให้มากยิ่งขึ้น

 

ความคาดหวังของเขา

          เขาขอพลังจากพระจิตเจ้าเพื่อให้เขาสามารถควบคุมตนเองให้เป็นคนดี ให้พ้นจากการประจญล่อลวงต่างๆ จากปีศาจ เขาบอกว่าชาวจีนยังมีความทุกข์จากการไม่รู้ความจริงของชีวิตอีกมากมาย ถ้าเรานำความจริงนี้

ไปบอกกล่าวแก่พวกเขาแล้ว จะช่วยให้พวกเขาพ้นจากความทุกข์ได้อย่างแน่นอน ปัจจุบันเขายังไม่ได้รับศีลล้างบาปและยังไม่ได้เรียนคำสอนแต่ได้พยายามศึกษาศาสนาด้วยตัวเอง ขณะที่เราถ่ายภาพร่วมกัน เขาโชว์กางเขนที่เขาแขวนคอมาโดยตลอดให้ผมดูด้วยความภาคภูมิใจ แม้ว่ากางเขนของเขาจะดูเก่าๆ และไม่มีราคาค่างวดอะไร Udomsarn

     สำนักงานคาทอลิกเพื่อการธรรมทูต

     www.thaicatholicmission.com

    

   อัครเทวดาคาเบรียล : องค์อุปถัมภ์ผู้ทำงานด้านสื่อมวลชน   

          อัครเทวดาคาเบรียล แปลว่า พระเป็นเจ้าทรงพลัง ท่านจึงได้รับหน้าที่เป็นผู้สื่อสารของพระเป็นเจ้า และยืนยันแก่ผู้รับสารที่ยังสงสัย ลังเลใจว่า พระเจ้าทรงสามารถกระทำได้ทุกอย่างเพราะพระองค์เป็นผู้ทรงพลัง (ลก 1:19-20 และ 35-37) อัครเทวดาคาเบรียลก็ยังคงทำหน้าที่ผู้สื่อสารของพระเจ้ากับมนุษย์อยู่ และเชื่อว่าเทวดาที่มาปรากฏแก่มนุษย์ ณ ที่ต่างๆ ก็เป็นอัครเทวดาคาเบรียลนั่นเอง

          อาศัยอำนาจแห่งสมณกระทรวงจารีตพิธีกรรม ประกาศโดยพระบัญชาของสมเด็จพระสันตะปาปาเบเนดิกต์ ที่ 15 เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม ค.ศ. 1921 ได้มีคำสั่งว่า วันฉลองอัครเทวดาคาเบรียล ให้ถือเป็นวันที่ 24 มีนาคม โดยทั่วพระศาสนจักรตะวันตกตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป  ประกาศกดาเนียล (9:21) บอกว่าอัครเทวดาคาเบรียลเป็นผู้แจ้งให้ท่านทราบถึงเวลาแห่งการเสด็จมาของพระ

คริสตเจ้า และก็เป็นอัครเทวดาคาเบรียลอีกนั่นเองที่ประจักษ์มาหาซาการี “โดยยืนอยู่ ณ เบื้องขวาแห่งพระแท่นกำยาน” (ลก 1:10, 19) เพื่อประกาศให้ทราบถึงการกำเนิดของผู้ที่จะมาเบิกทางล่วงหน้าของพระเยซู  และสุดท้ายท่านยังเป็นทูตของพระเจ้าที่ถูกส่งไปแจ้งข่าวแก่มารีย์แห่งนาซาเร็ธ (ลก 1:26) เพื่อให้มารีย์ทราบถึงรหัสธรรมแห่งการที่พระบุตรจะเสด็จมารับสภาพมนุษย์  จึงมีความเหมาะสม

อย่างยิ่งที่อัครเทวดาคาเบรียลจะได้รับเกียรติในวันนี้ ซึ่งเป็นวันก่อนวันสมโภชการแจ้งสารเรื่องพระวจนาตถ์ทรงรับสภาพมนุษย์  มีหลักฐานโบราณคดีมากมายที่ชี้ให้เห็นว่าการให้เกียรติยกย่องอัครเทวดาคาเบรียลมิใช่เรื่องที่เพิ่งจะมีการ

ค้นคิดกันขึ้นมาใหม่ มีวัดน้อยอยู่แห่งหนึ่งที่อยู่ใกล้ Appian Way ที่ค้นพบโดย

อาร์เมลลีนีปรากฏว่ามีภาพวาดสีน้ำของอัครเทวดาซึ่งมีการเขียนชื่อไว้ใต้ภาพอย่างชัดเจน สิ่งนี้บ่งบอกว่าท่านอัครเทวดาคาเบรียลในสมัยหนึ่งนั้นได้รับเกียรติให้เป็นองค์อุปถัมภ์ของวัดน้อยนี้  นอกนั้นยังมีภาพของอัครเทวดาคาเบรียล อีกมากมายในงานศิลปกรรมของพระศาสนจักรทั้งตะวันตกและตะวันออก

ในยุคต้นๆ ซึ่งล้วนชี้ให้เราเห็นได้อย่างชัดเจนว่าการเชื่อมโยงของท่านกับรหัสธรรมแห่งการเสด็จมารับธรรมชาติมนุษย์ของพระคริสตเจ้านั้นได้รับ

การยอมรับและระลึกถึงจากบรรดาคริสตชนตลอดกาลสมัย ก่อนที่จะมีการรื้อฟื้นความศรัทธาต่อท่านอัครเทวดาองค์นี้ขึ้นมาใหม่ในศตวรรษที่ 13 Udomsarn

 

หมายเหตุ

          พระศาสนจักรกำหนดให้คริสตชนฉลองอัครเทวดาทั้ง 3 องค์ คือ ราฟาแอล คาเบรียล และมีคาแอล “อุดมสาร” นำภาพอัครเทวดาทั้งสามมาขึ้นปกและให้เนื้อหาสรุปย่อสั้นๆ อย่างต่อเนื่อง 3 สัปดาห์ จากหนังสือ “One Hundred Saints” จากสำนักพิมพ์ Bulfinch Press ปี 2007 พิมพ์ครั้งที่ 5 ที่ประเทศสิงคโปร์

 

   มิลาน : เมืองวิมานในฝัน   

          การก่อสร้างได้ดำเนินเรื่อยมาอย่างยาวนานแบบไม่มีวันสิ้นสุด  ผ่านยุคสมัยและเหตุการณ์ต่างๆ มากมาย  จนกระทั่งวันที่ 6 มกราคม ค.ศ. 1965 ซึ่งเป็นวันที่ประตูบานสุดท้ายของอาสนวิหารแล้วเสร็จและเปิดใช้ จึงถือเป็นวันสิ้นสุดของการก่อสร้างที่ยาวนานและยิ่งใหญ่อลังการของอาสนวิหารแห่งนี้  รวมระยะเวลาในการก่อสร้างทั้งสิ้น 579 ปี

          ความโดดเด่นของดูโอโมอยู่ที่ยอดแหลมบนหลังคา  บนยอดใหญ่ตรงกลางมีพระรูปแม่พระทำด้วยทองสัมฤทธิ์ขนาดความสูง 4 เมตร ซึ่งเรียกกันว่า  แม่พระจิ๋ว (Madunina) เนื่องจากตั้งอยู่ในระดับความสูง 108.5 เมตร จึงทำให้มองดูเล็กนิดเดียว  รายล้อมด้วยยอดแหลมอีก 135 ยอด ทำให้อาสนวิหารดูสง่าและแปลกตา  หากไม่กลัวเหนื่อยสามารถไต่บันได 158 ขั้น ขึ้นไปบนหลังคาเพื่อชมทัศนียภาพของเมืองมิลานได้ แต่ต้องเสียค่าขึ้นชม

5 ยูโร  แต่หากใช้ลิฟต์เสีย 7 ยูโร

          ด้านหน้าของดูโอโมประดับประดาด้วยรูปปั้นและรูปสลักหินอ่อนที่ประณีตบรรจง   นอกนั้นยังมีรูปปั้นนักบุญ รูปเรื่องราวในพระคัมภีร์อีกกว่า 3,000 รูป ด้านในมีกระจกสีสวยงามมาก ในส่วนของที่นั่งถูกแบ่งเป็น 5 ส่วนคั่นด้วยเสาคอลัมน์ขนาดใหญ่จำนวน 40 ต้น สูง 24.5 เมตร ที่แท่นบูชามีตะปูซึ่งเชื่อกันว่าเป็นตะปูที่ใช้ตรึงพระเยซูเจ้า ตะปูนี้จะนำออกมาให้ชมปีละครั้งในโอกาสฉลองเทิดทูนไม้กางเขน วันที่ 14 กันยายน

          ด้านหลังพระแท่นจะเห็นหน้าต่างขนาดมหึมา 20.7 x 8.5 เมตร 3 บาน ซึ่งข้างในเป็นกระจกสีมีรูปบรรดานักบุญต่างๆ ขนาดย่อม แต่เมื่อมองจากระยะไกลจะแลดูเหมือนภาพโมเสสที่ให้สีสันโดดเด่น ช่วยขับให้บริเวณพระแท่นแลดูสวยงามตระการตา ใต้พระแท่นเป็นพิพิธภัณฑ์สำหรับเก็บศาสนสมบัติของอาสนวิหาร และหลุมศพของนักบุญคาร์โล  บอร์โรเมโอ (San Carlo  Borromeo) อดีตประมุขของอัครสังฆมณฑลมิลาน

 

3. กัลเลอเรียวิตตอรีโอ เอมานูเอเล 2 : ศูนย์กลางและแหล่งแสดงแฟชั่น

          หลังจากชมความวิจิตรงดงามของดูโอโมจนพอใจแล้ว  เมื่อเดินออกมาที่ลานด้านหน้าทางขวามือ  หรือหากหันหน้าเข้าหาดูโอโมทางซ้ายมือจะเห็น อาคารกัลเลอเรีย วิตตอรีโอ เอมานูเอเล 2 (Galleria Vittorio Emanuelle II) ซึ่งเป็นศูนย์กลางการค้าที่หรูหราอลังการแห่งเมืองมิลาน เป็นแหล่งช็อปปิ้งและที่แสดงแฟชั่นที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของโลก 

          งานแสดงแฟชั่นของเหล่านายแบบ-นางแบบชั้นนำของโลก ที่ทำให้เมืองมิลานได้ชื่อว่าเป็นเมืองแห่งแฟชั่นก็จัดขึ้นที่นี่  ชั้นบนสุดของอาคารจะเป็นโรงแรมที่พักสำหรับนายแบบ-นางแบบที่มาแสดงในงาน  ช่วงไหนที่มีงานสังเกตได้ไม่ยาก  เพราะจะมีผู้คนเต็มลานดูโอโม  บ้างมาเที่ยวชมงาน บ้างมารอดูนายแบบ-นางแบบที่ตน

ชื่นชอบ

          กัลเลอเรีย วิตตอรีโอ เอมานูเอเล 2 สร้างขึ้นโดย จูเซ็ปเป้ เมนโกนิ (Giuseppe Mengoni) ระหว่างปี ค.ศ. 1865-1877 ใช้เวลาก่อสร้าง 12 ปี จัดว่าเป็นอาคารหลังแรกของยุโรปที่ใช้กระจกและโครงเหล็กในการก่อสร้าง ส่วนพื้นตกแต่งด้วยโมเสสเป็นรูปทวีปต่างๆ และลวดลายอื่นๆ ที่งดงามมาก   

          ภายในเป็นโดมแก้วมีห้างร้านต่างๆ มากมาย ที่สามารถเลือกซื้อสินค้าแบรนด์เนมต่างๆได้  หากไม่คิดจะซื้อหาอะไรก็สามารถเดินเล่นชมความโอ่อ่างดงามของอาคาร ซึ่งเปรียบเหมือนห้องนั่งเล่นพักผ่อนหย่อนใจของเมืองมิลาน เพราะนอกจากภายในจะมีร้านค้าแล้วยังมีร้านกาแฟ ร้านอาหาร ที่สามารถนั่งพักผ่อนได้ 

          จากกัลเลอเรียฯ ทะลุออกไปอีกด้านจะเจอโรงอุปรากรชื่อก้องโลกที่รู้จักกันในนาม “ลา สกาลา” (Teatro alla Scala) สร้างขึ้นระหว่างปี ค.ศ. 1776-1778 เป็นที่แสดงอุปรากรของศิลปินเอกของโลกหลายยุคหลายสมัยที่เคยมาฝากผลงานไว้ที่นี่ ข้างนอกดูธรรมดาแต่ข้างในเลิศหรูอลังการมาก มีที่นั่งทั้งหมด 3,000 ที่นั่ง ซึ่งได้รับการออกแบบให้เป็นเหมือนกล่อง 678 ช่อง เพื่อให้สามารถชมการแสดงได้อย่างชัดเจนจากทุกมุม  

          ลา สกาลา สร้างบนที่ตั้งของวัดแม่พระแห่งสกาลา (Santa Maria della Scala) จึงเป็นที่มาของชื่อดังกล่าว 

ทุกปีจะมีธรรมเนียมเริ่มเปิดการแสดงในวันที่ 7 ธันวาคม ซึ่งเป็นวันฉลองนักบุญอัมโบรซีโอ องค์อุปถัมภ์ของ

ชาวเมืองมิลาน  และสถานที่แห่งนี้ได้กลายมาเป็นที่พบปะของชนชั้นสูงและเศรษฐีชาวมิลาน 

 

4. ภาพอาหารค่ำมื้อสุดท้าย : ผลงานชิ้นเอกของดาวินชี

          ด้านหน้าสกาลาเป็นลานกว้าง มีรูปปั้นของศิลปินที่มีชื่อเสียงโด่งดังคนหนึ่งของโลกคือ ลีโอนาร์โด ดาวินชี (Leonardo da Vinci, 1452-1519) ในยุคนั้น เจ้าผู้ปกครองเมืองมิลานได้ว่าจ้างดาวินชีชาวเมืองฟลอเรนซ์ ให้มาผลิตผลงานที่เมืองมิลานจะได้ไม่มีคู่แข่ง เนื่องจากที่เมืองฟลอเรนซ์มีศิลปินเอกมากมาย เช่น ไมเกิ้ล แองเจโล (Michelangelo Buonarroti, 1475-1564)

          ผลงานชิ้นสำคัญก้องโลกของดาวินชีคือ ภาพอาหารค่ำมื้อสุดท้าย (L'ultima cena) ที่ผนังห้องอาหาร

วัดแม่พระแห่งพระหรรษทาน (Santa Maria delle Grazie) ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกโดยองค์การ

ยูเนสโก เป็นเพียงแห่งเดียวในเมืองมิลานที่ได้รับการประกาศให้เป็นมรดกโลก

          ภาพอาหารค่ำมื้อสุดท้าย วาดโดยใช้เทคนิคการวาดภาพแบบสีฝุ่นผสมน้ำมันซึ่งดาวินชีเพิ่งค้นพบและ

การทดลองใช้เป็นครั้งแรก  นัยว่าเพื่อให้สีอยู่ทนนานแทนที่จะเขียนแบบปูนเปียก (Fresco) อย่างที่นิยมกัน

ในสมัยนั้น ผลก็คือปัจจุบันภาพนี้อยู่ในสภาพที่ต้องซ่อมแซมหลายครั้ง และยังเป็นที่ถกเถียงกันว่าวิธีการของดาวินชีเป็นวิธีที่ทำให้สีทนนานขึ้นหรือว่าทำให้อายุสั้นลง

          ดาวินชีเริ่มลงมือวาดภาพนี้ในปี ค.ศ. 1495 และเสร็จสมบูรณ์ในปี 1498 ใช้เวลาวาดกว่า 3 ปี  ภาพนี้กว้าง 9 เมตร สูง 4.5 เมตร เป็นฉากที่บรรยายถึงอาหารค่ำมื้อสุดท้ายของพระเยซูเจ้ากับบรรดาสาวกทั้ง 12 ก่อนที่จะ

ถูกจับตรึงกางเขน  ในภาพดาวินชีแบ่งสาวกออกเป็น 4 กลุ่มๆ ละ 3 คน มีพระเยซูเจ้าอยู่ตรงกลาง สาวกแต่ละคนล้วนมีท่าทางที่ไม่ปกติ บางคนดูประหลาดใจ ตื่นตระหนก สงสัย โดยเฉพาะ “ยูดาส” ที่อยู่ในเงามืดและมีท่าทีสับสน ซึ่งสอดคล้องกับพระคัมภีร์ที่พระเยซูเจ้าทรงทำนายว่าคนหนึ่งในสาวกจะทรยศพระองค์

          ก่อนหน้านั้นเคยมีจิตรกรวาดภาพอาหารค่ำมื้อสุดท้ายเอาไว้มากมาย แต่มักใส่อะไรที่เกินจริงเข้าไป

ในภาพ ที่พบเห็นกันมากคือ การวาดรัศมีที่ศีรษะของทุกคนยกเว้นยูดาส  แต่ภาพวาดของดาวินชีเน้นที่ความ

สมจริง และแฝงการสื่อความหมายลงในภาพอย่างแยบยล จึงได้รับการยกย่องเป็นผลงานชิ้นเอกของโลกศิลปะ

          ภาพอาหารค่ำมื้อสุดท้าย กลายเป็นที่สนใจอย่างมากอีกครั้งในปี ค.ศ. 2003 เมื่อ แดน บราวน์ (Dan Brown) นักเขียนชาวอเมริกันได้หยิบไปแต่งเป็นหนังสือนิยายแนวลึกลับ-สืบสวนเรื่อง “รหัสลับดาวินชี” (The Da Vinci Code) โดยนำเสนอข้อมูลที่เกิดจากจินตนาการของตนที่ขัดกับคำสอนของพระศาสนจักร และบริษัทโคลัมเบียพิคเจอร์สได้นำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ในปี ค.ศ. 2006  จนกลายเป็นประเด็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างมากถึงความเหมาะสมและความถูกต้องของข้อมูล  แต่คนที่ร่ำรวยและได้ประโยชน์ไปเต็มๆ คือแดน บราวน์กับบริษัท

ผู้สร้างภาพยนตร์ 

          อย่างไรก็ดี เนื้อหาที่เกี่ยวกับศาสนาใน “รหัสลับดาวินชี” ได้ปลุกพระศาสนจักรในจังหวะเวลาที่เหมาะสม และเชื้อเชิญคริสตชนให้หันมามองจุดกำเนิดและประวัติศาสตร์ของตนด้วยสายตาใหม่ ทั้งในด้านบวกและด้านลบ อันเป็นสิ่งที่เราไม่ค่อยได้กระทำกันบ่อยนัก

          นอกจากนี้ยังพลอยทำให้อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในยุโรปคึกคักตามไปด้วย  บริษัทนำเที่ยวหลายแห่ง

จัดโปรแกรมนำเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ ที่ปรากฏในหนังสือ รวมถึงวัดแม่พระแห่งพระหรรษทานในเมือง

มิลานอันเป็นที่ตั้งของภาพวาดอมตะดังกล่าว 

          ว่าไปแล้ว ถึงไม่มีกระแสเรื่อง “รหัสลับดาวินชี”  เมืองมิลานก็มีเรื่องราวและสถานที่อีกมากมายให้เที่ยวชมและเขียนถึง  ซึ่งคงไม่สามารถพูดถึงได้ทั้งหมดในครั้งเดียว ไว้มีโอกาสคงได้เขียนถึงอีก แต่ครั้งนี้คงต้องจบแค่นี้ก่อน Udomsarn

Don Daniele เขียน     Milano, 20 agosto 2008