 เริ่มต้นตรงนี้ ปีพระวาจา - ปีนักบุญเปาโล 
ตอนที่ 24 นักบุญเปาโลไม่รับเงิน
เพราะไม่ใช่อัครสาวกแท้จริง
ชื่อเรื่องครั้งนี้เป็นข้อครหานินทานักบุญเปาโลที่ชาวเมืองโครินธ์โจษจันกันหลังจากที่ท่านเทศน์สอน-ตั้งกลุ่มคริสตชน และจากที่นั่นไปแพร่ธรรมที่อื่นแล้ว เชื่อว่าน่าจะเป็นชาวยิวที่กรุงเยรูซาเล็ม ซึ่งตามก่อกวนนักบุญเปาโล เนื่องจากไม่พอใจท่านที่กลับใจมาเป็นคริสตัง ชาวยิวกลุ่มนี้ตามก่อกวนก่อม็อบทุกที่ที่นักบุญเปาโลไปเทศน์อีกทั้งยังมีชาวยิวที่กลับใจเป็นคริสตังแล้วแต่ไม่พอใจนักบุญเปาโลที่สอนว่าคนต่างศาสนาไม่ต้องเข้าสุหนัตเมื่อจะมาเป็นคริสตัง เมื่อนักบุญเปาโลไม่อยู่ที่เมืองโครินธ์ จึงตั้งข้อกล่าวหาท่านหลายประการ คือ
(1) นักบุญเปาโลเทศน์สอนสู้อปอลโลไม่ได้ อปอลโลมาต่องานนักบุญเปาโล เป็นคนมีความรู้พระคัมภีร์ดี
มาจากชุมชนชาวยิวเมืองอเล็กซานเดรียในอียิปต์ สามารถอ้างพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิมยืนยันถึงการเป็นพระมหาไถ่ของพระเยซูเจ้้าได้อย่างคล่องแคล่วแม่นยำ
(2) นักบุญเปาโลมาแพร่ธรรมอย่างไม่ถูกต้อง
ไม่มีจดหมายรับรองมาจากพระศาสนจักรกรุงเยรูซาเล็ม หรืออัครสาวก
(3) นักบุญเปาโลไม่ใช่อัครสาวก เพราะถ้าเป็นจริงก็ต้องรับเงินบริจาคของชาวโครินธ์ แต่ท่านไม่ยอมรับเงินบริจาค กลับเย็บกระโจมผ้าใบเป็นอาชีพ
ร่วมกับอาควิลลา และปริสสิลาสสองสามีภรรยา
ประเด็นของเรากำลังพิจารณาจดหมายนักบุญเปาโลถึงชาวโครินธ์ทั้งสองฉบับ หากเราไม่มีพื้นฐานความรู้ถึงปัญหาเราจะอ่านจดหมายทั้งสองฉบับนี้ด้วยความงุนงง ด้วยภาษาอย่างเผ็ดร้อนดุดันของนักบุญเปาโล เพราะเนื้อหาส่วนใหญ่เป็นการอธิบายถึงข้อกล่าวหา
ทั้ง 3 ข้อนั้นของนักบุญเปาโลต่อคริสตังเมืองโครินธ์ และเขียนไปด้วยพื้นฐานจิตใจแห่งความรักชาวโครินธ์อย่างเต็มเปี่ยม เช่น ปัญหาข้อ (1) นักบุญเปาโลตอบอยู่ใน 1คร 1:10_3:23 เนื้อหาคำตอบครอบคลุมถึง
3 บททีเดียว สอนชาวโครินธ์ให้รู้จักค่านิยมอันถูกต้อง ของการมีความรู้ ว่าหมายถึงอะไร
จงอย่าหลอกลวงตนเอง ถ้าท่านใดคิดว่าตนเองเป็นคนฉลาดในโลกนี้ ก็จงยอมเป็นคนโง่ จึงจะเป็นคนฉลาดอย่างแท้จริง เพราะความเฉลียวฉลาดของมนุษย์ในโลกนี้ เป็นความโง่เขลาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า (1คร 3:18-19) ดังนั้นจงอย่าเอาความฉลาดมาเป็นตัวตั้งแล้วแบ่งแยกว่าเป็นพวกของเปาโล หรือเป็นพวกของอปอลโล ค่านิยมแบบนี้ไม่ใช่วิถีทางของพระเจ้า เพราะ ข้าพเจ้าเป็นผู้ปลูก อปอลโลเป็นผู้รดน้ำ แต่พระเจ้าทรงเป็นผู้บันดาลให้เติบโตขึ้น เพราะฉะนั้นทั้งผู้ปลูก และผู้รดน้ำไม่สำคัญ แต่ผู้มีความสำคัญแท้จริง คือ พระเจ้าผู้ทรงบันดาลให้เติบโตขึ้น (1คร 3:6-7) คริสตังไม่ควรเอาความเก่ง-ไม่เก่ง ของตัวบุคคลมาแบ่งพรรคแบ่งพวก เพราะเราต่างเป็นคนทำงานเสริมสร้าง กันและกันให้แก่พระอาณาจักรของพระเป็นเจ้า
ปัญหาในข้อ (2) ที่ว่านักบุญเปาโลมาแบบไม่มีจดหมายรับรองจากอัครสาวก อันนี้เราต้องเข้าใจก่อนว่าการที่พระศาสนจักรจะส่งใครไปทำงาน บรรดา
อัครสาวกจะมีจดหมายแนะนำตัวผู้นั้นมายังกลุ่มคริสตชน หรือกลุ่มชาวยิวที่จะส่งผู้นั้นไป เช่น นักบุญเปาโลจะส่ง ทิตัส และผู้ร่วมงานอีก 2 ท่าน ไปยังเมืองโครินธ์ นำเงินบริจาคไปมอบแก่ผู้ยากจนที่เยรูซาเล็ม ก็ยังต้องเขียนแนะนำทิตัส และอีก 2 คน (หนึ่งในสองคนนี้
น่าจะเป็นนักบุญลูกา) ไปในจดหมายถึงชาวโครินธ์ฉบับที่ 2 (2คร 8:16-24) ดังนั้นนักบุญเปาโลจึงตอบชาว
โครินธ์ที่ไปเออออห่อหมกกับชาวยิวผู้ก่อกวน
ในปัญหาข้อนี้ว่า
เรากำลังจะพูดโอ้อวดตนเองอีกแล้วหรือ เราจำเป็นต้องมีจดหมายรับรองถึงท่าน หรือจำเป็นต้องมีจดหมายรับรองจากท่านเหมือนบางคนหรือ ท่าน
ทั้งหลายเป็นจดหมายนั้น ที่จารึกไว้ในดวงใจของเราให้มนุษย์ทุกคนรู้และอ่านได้เป็นที่ชัดเจนว่าท่าน
ทั้งหลายเป็นจดหมายจากพระคริสตเจ้า เป็นจดหมายที่เราเขียนมิใช่เขียนด้วยน้ำหมึก แต่เขียนด้วยพระจิตของพระเจ้าผู้ทรงชีวิต มิได้จารึกไว้บนแผ่นศิลา แต่จารึกไว้ในดวงใจมนุษย์ดุจจารึกบนแผ่นศิลา (2คร 3:1-3)
ชาวโครินธ์จึงต้องกลับไปคิดว่านักบุญเปาโลจริงใจ ทุ่มเท และรักพวกเขาจนพิสูจน์แลวด้วยชีวิต กระดาษรับรองยังจำเป็นอีกหรือ คริสตังชาวโครินธ์นั่นแหละ คือ จดหมายของนักบุญเปาโล ชีวิตที่กลับใจของพวกเขาเหล่านั้น คือจดหมายที่เปิดออกให้คนอื่นอ่านได้ว่าท่านมาจากพระคริสตเจ้าหรือไม่
ประเด็นนี้นักบุญเปาโลยังอธิบายความเป็นอัครสาวก ของท่านอย่างละเอียดที่ชาวยิวไม่หวังดีหาว่าท่านยก
ตัวเองเท่ากับพวกอัครสาวก นักบุญเปาโลจึงเริ่มพูดว่า
ขอให้ท่านอดทนต่อความโง่เขลาของข้าพเจ้า
สักเล็กน้อย(2คร 11:1) เพราะท่านกำลังจะพูดสิ่งที่ไม่น่า พูดเลยคล้ายกับกำลังยกย่องตนเอง อวดอ้างถึงชาติกำเนิด และความอุทิศตนของท่านต่องานแพร่ธรรม (2คร 11:19-33) ข้าพเจ้าจำเป็นต้องโอ้อวดแม้จะไม่มีประโยชน์ แต่อย่างใด แต่ข้าพเจ้าจะเล่าถึงนิมิต และการเปิดเผยที่องค์พระผู้เป็นเจ้าประทานให้ (2คร 12:11) แล้วท่าน ก็เล่าการได้เข้าสู่ภวังค์ ดังเข้าสู่สวรรค์ และการใกล้ชิดกับองค์พระเยซูเจ้า และสรุปว่า ข้าพเจ้ามิได้ด้อยกว่าบรรดาอัครสาวกชั้นพิเศษเหล่านั้นแม้แต่น้อย ข้าพเจ้าแสดงเครื่องหมายเฉพาะของอัครสาวกในหมูท่าน ทั้งหลายแล้วด้วยความพากเพียรอย่างยิ่ง คือเครื่องหมาย ปาฏิหาริย์และการอัศจรรย์ การที่ข้าพเจ้าไม่ได้เป็นภาระแก่ท่าน ทำให้ท่านด้อยกว่าพระศาสนจักรอื่นๆ อย่างไรบ้าง โปรดยกโทษข้าพเจ้าสำหรับความผิดประการนี้เถิด (2คร 12:11-13)
ส่วนปญหาข้อ(3) นั้น ท่านสอนชาวโครินธ์ว่า
อย่าเอาเปรียบความดีของคนทำดี นักบุญเปาโลไม่รับเงินบริจาคแต่หาเลี้ยงชีพด้วยตัวเอง เพราะไม่ต้องการเป็นภาระแก่ใครทั้งๆ ที่มีสิทธิ์จะรับเงินได้ และเพื่อท่าน จะได้เคร่งครัดกับตัวเองในการดำเนินชีวิต (1คร 9:9-23) แต่กลับกลายเป็นว่าเอาความดีของท่านมาโจมตี (หรืออาจจะมีเสียงออกมาในทำนองว่าทำให้ชาวโครินธ์ รู้สึกด้อย และเสียหน้าคริสตจักรอื่นๆ ดังที่นักบุญเปาโลเอ่ยว่า การที่ข้าพเจ้าไม่ได้เป็นภาระแก่ท่าน ทำให้ท่านด้อยกว่าพระศาสนจักรอื่นๆ อย่างไรบ้างโปรดยกโทษ ข้าพเจ้าสำหรับความผิดประการนี้เถิด (2คร 12:13)
ซึ่งเป็นเสียงครหาที่ไร้สาระ และคำตอบของนักบุญเปาโลข้อความนี้น้ำเสียงออกเชิงประชด ท่านอธิบายว่าการที่ท่านมาแพร่ธรรมมิได้มาเพราะถูกจ้างมา แต่ท่าน ต้องทำหน้าที่นี้ เพราะเป็นกระแสเรียก จุดหมายของท่านมิใช่รางวัลอันเป็นค่าจ้างในโลก เหมือนนักกีฬากรีกที่วิ่งเพื่อมงกุฎใบไม้ที่ร่วงโรยได้ ยังต้องเคร่งครัดฝึกซ้อมจริงจัง แต่ท่านปักตาไปยังรางวัลมงกุฎที่
ไม่ร่วงโรยในเมืองสวรรค์ ท่านก็ต้องเคร่งครัดต่อ
ตัวเองในการรู้จักหาเลี้ยงชีพ นักกีฬาทุกคนที่เข้า
แข่งขันย่อมบังคับตนเองอย่างเคร่งครัด เพื่อจะได้รับมงกุฎใบไม้ที่ร่วงโรยได้ แต่เราทำเช่นนี้เพื่อจะรับมงกุฎที่ไม่มีวันร่วงโรย ดังนั้นข้าพเจ้าจึงวิ่งแข่งอย่างมีจุดหมาย ข้าพเจ้ามิได้ชกอย่างคนชกลม แต่ข้าพเจ้าเคร่งครัด
ต่อร่างกายเพื่อบังคับร่างกายให้อยู่ใต้อำนาจของข้าพเจ้าด้วยเกรงว่าหลังจากที่ได้เทศน์สอนคนอื่นแล้ว ข้าพเจ้าอาจถูกตัดสิทธิ์เพราะผิดกติกา (1คร 9:26-27)
นั่นคือ ท่านถือว่าการออกแรงทำงานเลี้ยงชีพโดยไม่เป็นภาระแก่ใคร เป็นหนทางที่ท่านเครงครัดต่อชีวิต และอยู่บนหนทางของผู้อุทิศตนอย่างแท้จริงโดยไม่รับเงินบริจาคทั้งๆ ที่มีสิทธิ์รับได้ ที่จริงยังมีอีกข้อหาหนึ่งที่ชาวยิวผู้ไม่หวังดียุยงชาวโครินธ์ให้ต่อต้านทานนั่นคือ
(4) นักบุญเปาโลเป็นคนอ่อนแอ ไม่เด็ดขาด ลองอ่านคำตอบของท่านในพระคัมภีร์ 2คร 10:1-10
นอกนั้นจดหมายทั้ง 2 ฉบับนี้ก็มีคำสอนสำหรับ
คริสตังใหม่ที่พื้นฐานชีวิตทางศีลธรรมของชาวโครินธ์ไม่ค่อยจะดีนัก ให้รู้จักคิดและวางตัวต่อหน้าคน
ต่างศาสนา แต่เพชรเม็ดงามของพันธสัญญาใหม่ กลับ
อยู่ใน 1คร 13:1-13 ซึ่งถือว่าข้อเขียนของนักบุญเปาโลที่สอนคริสตังใหม่ในเมืองโครินธ์เรื่อง ความรัก
ในตอนนี้นั้น เป็นสุดยอดวรรณกรรมคาทอลิกในสายตา ของผู้เขียนเลยทีเดียวเราคงมีโอกาสเขียนถึงบทที่ 13
เรื่อง ความรัก นี้กันในภายหน้า 
 ติดตามการเดินทางของพระคาร์ดินัลจากเมืองไทยไปฝรั่งเศสและอิตาลี 
ระหว่างวันที่ 5-14 มิถุนายน ค.ศ. 2008 :
บันทึกการเดินทางโดยคุณพ่ออนุชา ไชยเดช ตอนที่ 16 เสียงภาวนาบนทางสายน้อย
จากเอกสารที่แนะนำเกี่ยวกับอาสนวิหารของนักบุญเทเรซา พบว่าอาสนวิหารแห่งนี้เริ่มสร้างขึ้นในปี 1929 มีการปรับปรุงและพัฒนาขึ้นตามลำดับ จนเมื่อปี 1980 องค์สมเด็จพระสันตะปาปายอห์น ปอล ที่ 2 ได้เสด็จมาแสวงบุญที่นี่เช่นกัน มีเอกสารแผ่นหนึ่งเขียนหัวข้อไว้ว่า วันเวลาในชีวิตของท่านนักบุญเทเรซาแห่งพระกุมารเยซู และเรื่องราวของความศักดิ์สิทธิ์ มีรายละเอียดของช่วงชีวิตต่างๆ ที่น่าสนใจดังนี้
วันสำคัญในชีวิตของนักบุญเทเรซาแห่งพระกุมารเยซู
1873 (2 มกราคม) เกิดที่อลังซอง
1877 (28 สิงหาคม) คุณแม่เซลี มาร์ตินของเธอเสียชีวิต ย้ายบ้านไปที่ลีซีเออซ์ บ้านชื่อว่าบุย ซอนเนต์
1884 (8 พฤษภาคม) รับศีลมหาสนิทครั้งแรกที่โรงเรียนของซิสเตอร์คณะเบเนดิกติน
1886 (25 ธันวาคม) หลังมิสซาเที่ยงคืน เทเรซากลับใจจะไม่สร้างความยุ่งยากให้ผู้ใดเลย
1888 (9 เมษายน) เทเรซาเข้าอารามขณะที่เธอมีอายุได้ 15 ปี
1894(29 กรกฎาคม) หลุยส์ มาร์ติน ผู้เป็นบิดาเสียชีวิต
1895 เทเรซาเริ่มเขียนหนังสือ เรื่องบันทึกวิญญาณ ซึ่งพิมพ์ขึ้นในปี 1898 หนึ่งปีหลังการเสียชีวิตของเธอ ปีเดียวกันนี้เธอได้รับการขอร้องให้เป็น พี่สาวฝ่ายวิญญาณ ของพระสงฆ์ธรรมทูตองค์หนึ่ง เธอมอบตนเองให้อยู่ภายใต้ความรักทรงเมตตาของพระเจ้า
1897 (30 กันยายน) เทเรซาเสียชีวิต ศพของเธอถูกฝังที่สุสานในเมืองลีซีเออซ์
1923 (29 เมษายน) สมเด็จพระสันตะปาปาปีโอ ที่ 11 ทรงสถาปนาเธอเป็นบุญราศี
1925 (17 พฤษภาคม) สมเด็จพระสันตะปาปาปีโอ ที่ 11 ทรงสถาปนาเธอเป็นนักบุญ
1927 (14 ธันวาคม) นักบุญเทเรซาได้รับเกียรติเท่านักบุญฟรังซิสเซเวียร์ให้เป็นองค์อุปถัมภ์ของธรรมทูตและมิสซัง
1944(3 พฤษภาคม) นักบุญเทเรซาได้รับการแต่งตั้งเป็นองค์อุปถัมภ์ที่สองของประเทศฝรั่งเศสเท่าเทียมนักบุญโยนออฟอาร์ค
1954 (11 กรกฎาคม) เสกมหาวิหารนักบุญเทเรซา
1980 (2 มิถุนายน) สมเด็จพระสันตะปาปายอห์น ปอล ที่ 2 เสด็จแสวงบุญที่ลีซีเออซ์
1994 (26 มีนาคม) พ่อแม่ของนักบุญเทเรซาได้รับการประกาศให้ เป็นผู้ที่น่านับถือ อันเป็นบันไดขั้นแรกก่อนที่จะสถาปนาเป็นบุญราศี
1997 (19 ตุลาคม) นักบุญเทเรซาได้รับการประกาศให้เป็นปราชญ์แห่งพระศาสนจักร โดยสมเด็จพระสันตะปาปายอห์น ปอล ที่ 2 ณ กรุงโรม
2008 (19 ตุลาคม) พ่อแม่ของนักบุญเทเรซาได้รับการสถาปนาเป็นบุญราศี
เมื่อเยี่ยมชมสถานที่พอสมควรแล้ว พวกเราจึงได้ร่วมกันถวายมิสซาบูชาขอบพระคุณที่นี่ โดยมีพระคาร์ดินัลไมเกิ้ล มีชัย กิจบุญชู เป็นประธาน พระอัครสังฆราชหลุยส์ จำเนียร สันติสุขนิรันดร์ จากอัครสังฆมณฑลท่าแร่-หนองแสง ซึ่งมาร่วมงาน 350 ปีของคณะมิสซังต่างประเทศฯ พร้อมกับพระสงฆ์และสัตบุรุษส่วนหนึ่งซึ่งวันนี้
มาแสวงบุญที่นี่พร้อมกันพอดี จึงถือเป็นโอกาสดีที่ได้ร่วมมิสซาพร้อมกัน และพระสังฆราชฟรังซิสเซเวียร์ เกรียงศักดิ์ โกวิทวาณิช นอกจากนั้นยังมีพระสงฆ์อีก 19 องค์ด้วยกัน นับรวมๆ ไปแล้วสูสีกับสัตบุรุษที่ร่วมมิสซาอยู่ด้านล่าง
ในบทเทศน์พระคาร์ดินัลได้ย้ำเตือนถึงโอกาสดีที่ได้ตัดสินใจมาร่วมงานที่ฝรั่งเศสจึงมีเวลาได้มาแสวงบุญที่นี่ ได้มาเยี่ยมบ้านของท่านนักบุญ เรียนรู้จักประวัติของท่าน มาที่อาสนวิหารเพื่อถวายเกียรติแด่ท่าน เป็นพระพรอันประเสริฐ และเป็นสิ่งที่ดีงาม เป็นความคิดที่ดีที่พระดลใจ เราจึงตัดสินใจเดินทางมาด้วยกันขอให้พวกเรา
คิดดี ทำดี และตั้งใจจะทำดีต่อไป เราขอพรจากพระเจ้า และนำพระพรเพื่อจะได้นำสิ่งที่ดีกลับไปเยี่ยงท่านนักบุญที่มีใจบริสุทธิ์ มีความตั้งใจ ด้วยหัวใจน้อยๆ ท่านจะทำอย่างไรเพื่อสนองตอบความรักที่ทรงมีต่อท่าน และแบ่งปันความรักนี้ให้กับผู้อื่น
เราถ่ายภาพร่วมกัน และผู้ที่มีนักบุญเทเรซา เป็นองค์อุปถัมภ์ได้รับสิทธิพิเศษอีกครั้ง ผมเห็นรอยยิ้มของทุกคน และเป็นพิเศษของผู้ที่ได้มีนามนักบุญเทเรซาเป็นองค์อุปถัมภ์ แต่มากไปกว่านั้น ผมเห็นภาพของศรัทธา ศรัทธาที่คนเรามี และผมคงไม่สามารถจะบรรยายให้สมบูรณ์ได้ การยืนอยู่ในสถานที่จริงที่มีเรื่องราวของผลของความศรัทธา พลังแห่งความมุ่งมั่น และความเชื่อในพระเป็นเจ้า เราก็เพียงได้แต่คุกเข่าลง สำนึกถึงชีวิตของตน และพยายามที่จะเริ่มต้นใหม่ให้ดีขึ้น เพราะรู้ว่าเมื่อถึงที่สุดแล้วไม่ใช่เราที่มาแสวงบุญมาแสวงหาพระ เป็นพระเป็นเจ้าที่แสวงหาเราต่างหาก
รูปนักบุญเทเรซาที่เราพบเห็นกันมักจะเป็นรูปที่ท่านนักบุญได้หอบไม้กางเขนแนบอกพร้อมกับช่อดอกกุหลาบมากมาย เขาวาดรูปเธอหอบไม้กางเขนแนบอกพร้อมกับช่อดอกกุหลาบมากมาย บางท่านก็วาดภาพเธอโปรยดอกกุหลาบลงมาจากสวรรค์ ภาพนี้ก็อาจได้ความคิดมาจากเรื่องเล่าจากในอารามขณะที่เธอนอนป่วยหนักก่อนจะเสียชีวิตไม่นาน มีซิสเตอร์ท่านหนึ่งเด็ดกลีบกุหลาบแล้วโปรยลงไปบนกางเขนที่วางอยู่ข้างที่นอนของเธอ เทเรซาจึงพูดขึ้นเหมือนเป็นคำทำนายล่วงหน้าว่า เก็บกลีบกุหลาบพวกนี้ไว้ให้ดีนะ อย่าทำหายแม้แต่กลีบเดียว ต่อไปจะมีประโยชน์สำหรับ
พวกเธอ ใช้ช่วยให้คนกลับมีสุขได้นะ และหลังจากเธอจากไปไม่นาน กลีบกุหลาบ
หนึ่งกลีบจากวันนั้นกลายเป็นเครื่องมือรักษาโรคมะเร็งให้คนๆ หนึ่งหายได้จริงๆ
ที่สมุดเยี่ยมในห้องแต่งตัวพระสงฆ์ของอาสนวิหารฯ คริสตชนไทย มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่มีโอกาสถวายเกียรติแด่ท่านนักบุญเทเรซาแห่งพระกุมารเยซูในวันนี้ ขอท่านนักบุญช่วยเสนอวิงวอนแด่พระเจ้าทรงปกปักรักษาคุ้มครอง และอวยพรประเทศไทย และพระศาสนจักรคาทอลิกในประเทศไทยตลอดไป พร้อมด้วยลายเซ็นของพระคาร์ดินัลไมเกิ้ล มีชัย กิจบุญชู และพระสังฆราชไทยอีก 2 องค์ที่ร่วมถวายมิสซาในวันนั้นด้วย
ผมเดินออกจากวัดเป็นคนเกือบสุดท้ายแล้ว มีคนบอกว่าวัดข้างบนสวยมาก น่าจะขึ้นไปดู หรือไปถ่ายภาพเก็บไว้ ผมสาวเท้าอย่างฉับไว เพราะเกรงว่าจะมาถึงรถช้า และเมื่อขึ้นไปถึงอาสนวิหารด้านบนก็บอกกับตัวเองว่า ถ้าไม่ได้ขึ้นมาคงเสียดาย มีเวลาไม่มากพอให้ละเลียดกับบรรยากาศ ผมถ่ายภาพมาได้บ้างอย่างเร่งรีบ นำมาดูตอนกลับมาเมืองไทย และได้อ่านเรื่องราวของท่านนักบุญเพิ่มเติม ไม่แปลกใจเลยว่า ทำไมชีวิตของท่านนักบุญเทเรซาแห่งพระกุมารเยซู จึงมีพลังสั่นสะเทือนคริสตชนได้เกือบทั้งโลก เพราะชีวิตของท่านก็เหมือนกับที่สมเด็จพระสันตะปาปาเบเนดิกต์ ที่ 16 เคยกล่าวไว้ว่า ทางสายน้อยที่นำไปถึงจุดสูงสุดแห่งฤทธิ์กุศลแบบวีรกรรม 
 ความต้องการทางแพทย์สูง (ตอน 2)  
Pro-life โดย นนท์เพ็ชร์
นับว่า แพทย์ ในปัจจุบันมิใช่เป็นบุคคลสาธารณะที่มุ่งเพื่อป้องกัน รักษาผู้ป่วยให้หายจากโรคภัยไข้เจ็บเท่านั้น แต่ยังเป็นบุคคลที่เข้ามามีส่วนช่วยเหลือสังคมในทุกระดับ พูดง่ายๆ ว่า ไม่มีสังคมใดที่สามารถอยู่ได้โดยไม่มีบุคลากรทางการแพทย์
ตราบใดที่คำว่า สุขภาพ มีความหมายที่ลึกซึ้งและกว้างขึ้นเท่าใด แพทย์ย่อมมีบทบาทหน้าที่รับผิดชอบมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งในปัจจุบัน แพทย์ ไม่ได้รักษาผู้ป่วยเพื่อสุขภาพฝ่ายกายเท่านั้น แต่รวมหมายถึงสุขภาพทางจิตใจ สุขภาพทางสังคม และสุขภาพด้านจิตวิญญาณ อันเป็นความหมายขององค์รวมของคำว่า สุขภาพ ที่มองมนุษย์ในทุกมิติของชีวิต และนี่คือภาระหน้าที่แห่งความรับผิดชอบอันหนักหน่วงของ วิชาชีพที่เรียกกันว่า แพทย์
ยิ่งในปัจจุบัน ประชาชนคนไทยล้วนมีสิทธิอันใดอันหนึ่งเพื่อเข้าถึงการรักษาทั้งจากภาครัฐและเอกชน โดยเฉพาะสิทธิ์ตามพ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 จากสถิติของกระทรวงสาธารณสุข หลังจากที่มีการประกาศ พ.ร.บ. หลักประกันสุขภาพแห่งชาติแล้ว ประชาชนเข้ามารับการรักษาที่โรงพยาบาลมีจำนวน
เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าสำหรับผู้มีสิทธิ์ใช้บัตรทอง ซึ่งในขณะนี้มีการประกาศจากกระทรวงยกเลิกไม่ต้องจ่าย 30 บาทแล้ว นอกจากนี้ ยังมีบัตรประกันสังคม และผู้ที่ใช้สิทธิ์ข้าราชการซึ่งรวมหมายถึงของคนนั้นเองและครอบครัวด้วย ส่วนประกันต่างๆ ของบริษัทประกันชีวิตและสุขภาพเหล่านี้ ก็เป็นการง่ายและสะดวกที่จะให้คนเข้ามารับการรักษาที่โรงพยาบาลโดยไม่กังวลใจเรื่องค่าใช้จ่ายหากเข้าอยู่ในข่ายของสิทธิ์ต่างๆ นั้น แม้ว่า ทุกวันนี้จะมีนโยบายส่งทีมสุขภาพพื้นฐานลงไปพื้นที่ พบปะ แนะนำสุขภาพที่ชุมชน จำนวนผู้ที่มารับการรักษาที่โรงพยาบาลก็ยังมีมากอยู่เช่นเดิม
เห็นว่าจำนวนผู้ป่วยที่มีโรงพยาบาลมีมากขึ้น แต่แพทย์กลับลดลงหรือมีไม่เพียงพอต่อความต้องการ เพราะมีรายงานมาว่า แพทย์ลาออกอย่างผิดสังเกต ลาออกไปเป็นผู้บริหาร เป็นนักวิชาการ หรือลาออกไปอยู่โรงพยาบาลเอกชนที่ดำเนินธุรกิจอย่างเต็มรูปแบบ ทำให้แพทย์ที่มีหน้าที่รักษาผู้ป่วยโดยตรงน้อยลง ไม่เพียงพอต่อจำนวนคนที่เข้ามารับการรักษา
ตามสถิติล่าสุดเดือนมีนาคม 2551 ในบทความ ทันโรคทันเหตุการณ์กับแพทยสภา ประจำวันที่ 26 เมษายน 2551 ชวนมารู้จัก แพทยสภา ตอนที่ 3 ประชากรแพทย์ที่ดูแลประชาชน รายงานมาว่า แพทย์ที่ขึ้นทะเบียนกับแพทยสภา 36,335 คน แพทย์คงอยู่ในทะเบียนอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรม 35,077 คน แพทย์ที่รับรายงานว่าเสียชีวิตแล้ว 1,244 คน แพทย์ที่ถูกเพิกถอนใบอนุญาต 14 คน แพทย์ในประเทศที่ติดต่อได้ 32,446 คน (ใน กทม. 14,358 คน ต่างจังหวัด 18,088 คน), แพทย์ อยู่ต่างประเทศ 407 คน (ที่ทราบที่ติดต่อ) แพทย์ที่ขาดการติดต่อ* 2,224 คน *(อาจอยู่ต่างประเทศหรือเสียชีวิต แล้วแต่ยังไม่ได้รับรายงาน)
10 ปีที่ผ่านมา ผลิตแพทย์รับใช้สังคม 13,565 คน โดยปี 2551 ผลิตแพทย์ได้ 1,572 คน แม้จำนวนแพทย์
ที่จบจะมีมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเทียบแต่ละปีของสิบปีที่ผ่านมาก็ตาม แต่นั่นก็ยังไม่เป็นหลักประกันได้ว่า จะเพียงพอต่อการบริการได้ทั่วถึง
(อ่านต่อฉบับหน้า)
 นิราศฯ อิเหนา (5) สุสานลอยฟ้า ใครกันแน่ที่ตาย... คนตายหรือคนเป็น?  
ข้าฯ มา ข้าฯ เห็น ข้าฯ เขียน โดย โทนี่ ไทยแลนด์
หลังจากนั้น ก็จะเชิญศพจากที่หอ แห่ไปยังหลุม
ฝังศพที่ได้จัดเตรียมไว้อยู่ที่บนภูเขา
หลุมศพนี้ เขาจะขุดเป็นโพรงเข้าไปในภูเขา
บางแห่งอาจจะหาโพรงธรรมชาติก็มี ซึ่งต้องเตรียมไว้
ล่วงหน้าแล้ว และขบวนแห่ก็จะทำอย่างใหญ่โต สังเค็ดที่เขาวางศพ ก็จะทำเป็นรูปทรงของบ้านทรงโตราจา
เมื่อไปถึงแล้ว ก็จะยกเอาโลงศพฝังไว้ที่โพรงหินที่บรรจุศพนั้น และปิดไว้อย่างแข็งแรง
การที่ฝังไว้ข้างบน ที่สูงๆ ก็มีความเชื่อว่า อยู่ใน
ที่สูง ผู้ตายอยู่ใกล้สวรรค์ ใกล้พระเจ้ามากขึ้น และป้องกันคนที่อาจจะมาขุดเปิดหลุมศพ เพื่อเอาข้าวของมีค่า
ที่ลูกหลานใส่ไปในโลง เพื่อให้นำไปใช้ในชีวิตหน้าด้วย
เราได้มีโอกาสไปชมสุสานสามสี่แห่งที่เขาบรรจุศพไว้ และคงทำกันมานานแล้ว กว่าจะเจาะหินภูเขาทำเป็นโพรงใส่เข้าไปได้ และโลงศพนั้น เขาก็แกะสลักทำเป็นรูปสัตว์ รูปปลา หมู อย่างสวยงาม
ส่วนศพเก่าๆ ที่ฝังมานานแล้ว เขาก็จะเอากระดูกมากองไว้ที่พื้นบนภูเขา เวลาเดินขึ้นไป จะเห็นกองกระดูก หัวกะโหลกกองรวมกันเป็นระยะๆ
แต่สมัยนี้ เขาก่อปูนทำเป็นที่ฝังศพแบบครอบครัว ตระกูลของพวกเขา อาจจะบรรจุได้เป็นสิบคนยี่สิบคน ก็ได้ ไม่ได้เจาะภูเขาเหมือนเดิมแล้ว
มีสุสานแห่งหนึ่ง เขาใช้ต้นไม้เป็นที่ฝังศพ
โดยเฉพาะศพเด็กๆ ที่ตายในท้องแม่ เขาจะเอาไปฝังไว้ที่ต้นไม้ โดยเจาะเข้าไปในลำต้นไม้ และเอาศพเด็กบรรจุกล่องเล็กๆ ใส่เข้าไป สุสานต้นไม้นี้ ที่ไปดูนั้นมี 18 ศพ และต้นไม้ก็สูงประมาณ 13-15 เมตร
เขามีความเชื่อว่า เด็กๆ จะได้เติบโตขึ้นสูงขึ้นๆ พร้อมกับต้นไม้
แต่ละแห่งที่ไปต้องเดินผ่ากลางท้องนาไป บางที่ก็ต้องเดินขึ้นภูเขาไป บางคนเดินดู พอให้รู้ก็กลับ
ส่วนผมเองก็ประเภทมักรู้มักเห็น ในเมื่อมาทั้งทีก็ต้องดู
ให้ทั่ว ใครไม่ไปไม่สำคัญ เดินลุยไปเพื่อหาจังหวะถ่ายภาพ จนคนที่นำทางต้องคอยติดตามเป็นบุคคลพิเศษ กลัวหลงและตกรถ มีอยู่แห่งหนึ่ง ผมมาถึงก็เห็นเขานั่งรอกันอยู่พร้อมหน้า ผมต้องขออภัยแล้วทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ นั่งลง
รถก็ออกทันที
ที่ผมลงมาช้าครั้งนั้น เพราะขึ้นไปถึงห้องฝังศพ เป็นโพรงใหญ่ และมีโลงศพแขวนอยู่หลายศพ และที่พื้น ก็มีกระดูกและกะโหลกศีรษะกองอยู่ที่พื้นหลายกอง
และที่หัวกะโหลกหนึ่ง มีข้อความเขียนระบุไว้ ทำให้ผมต้องอ่านถึง 3 ครั้งเพื่อให้แน่ใจ เขาเขียนว่า
ANTHONY!
แอนโทนี่!
ผมได้ไปพักอยู่ที่บ้านของ ดร.ซิลวานุส บานเน (Dr.Silvanus Banne) เขาพูดภาษาอังกฤษได้คล่อง
เป็นครูใหญ่โรงเรียนรัฐบาล เราได้คุยกันถึงเรื่องเหล่านี้ และเขาเองก็พูดถึงงานศพของญาติของเขาที่มีฐานะกว่า
ที่ได้ไปดูเมื่อกลางวัน บางคืนก็อยู่กันจนดึก ทั้งดูวิดีโอขบวนแห่ และพิธีชนควาย น่าสนุกสนาน เป็นงานรื่นเริงของหมู่บ้าน
ค่าใช้จ่าย ส่วนใหญ่อยู่ที่จำนวนควาย คนที่
ยากจนอาจจะฆ่าไก่ วัวหรือควายสักตัวหนึ่งหรือสองตัว แต่สำหรับคนมีฐานะจำนวนควายต่ำสุดประมาณ 24 ตัว และบางครอบครัวที่อาจจะฆ่าควายถึง 60 ตัว และบางครั้งก็มีฆ่าม้าด้วย
บางคนอาจจะมองแล้วรู้สึกว่าเป็นการใช้จ่ายเงินมากมายเกินไป แต่เป็นประเพณีของชาวโตราจาที่นี่ และถือเป็นพิธีของหมู่บ้าน ชุมชน และพิธีศพนี้ เป็นการแสดงให้ชาวบ้านด้วยกันเห็นว่า ครอบครัวนี้ มีฐานะอย่างไร เป็นการอวดกันด้านหนึ่งก็ได้
แต่ละศพใช้เงินกันเป็นแสนบาทและสำหรับ
บางศพอาจจะเป็นล้านบาทก็มี!
ชาวโตราจามีวิถีชีวิตด้านสังคมที่แตกต่างจากที่อื่น แต่อนาคตเมื่อกระแสวัตถุนิยมภายนอกรุกเข้าไป วิถีชีวิตเหล่านี้ ก็อาจจะเปลี่ยนไปในอนาคต บรรดาพระสงฆ์
นักบวชเอง ก็พยายามที่จะปรับให้เข้ากับความเป็นจริง
ในสังคม แต่ก็ยังคงต้องใช้เวลาอีกนาน
สำหรับรูปแบบการเจริญชีวิตของชาวโตราจาที่นี่ พวกเขาเองบอกว่า
เรามีชีวิตอยู่เพื่อวันตาย!( We live for to die!)
 จากอดีตสู่ปัจจุบันร่วมกันบูรณะอาสนวิหารฯ จันทบุรี 
ประวัติความเป็นมาของอาสนวิหารพระนางมารีอาปฏิสนธินิรมล จันทบุรี
ชุมชนคาทอลิกจันทบุรี ถือกำเนิดจากกลุ่มคาทอลิกชาวญวน 130 คน ซึ่งอพยพหนีภัยจากการเบียดเบียนทางศาสนาในประเทศเวียดนาม มาตั้งภูมิลำเนาที่จันทบุรี ก่อน พ.ศ. 2254 ปลายรัชกาลสมเด็จพระเจ้าท้ายสระ สมัยกรุงศรีอยุธยา พระสังฆราชปีออง เดอ ซีเซ ได้มอบหมายให้คุณพ่อเฮิ้ต เป็นผู้ดูแล กลุ่มคริสตชนนี้ ในปี 2255 คุณพ่อได้สร้างวัดน้อยหลังแรกบนฝั่งตะวันตกของแม่น้ำจันทบุรี ระหว่างปี 2273 - 2295 สมัยคุณพ่อกาเบรียล เป็นเจ้าอาวาส ได้เกิดเหตุการณ์ไม่สงบในหมู่บ้านคาทอลิก ส่งผลให้คริสตชน บางส่วนถูกส่งไปตั้งรกรากที่อยุธยา และบางส่วนหนีการจับกุมไปอยู่ที่อื่น
ในปี 2295 คุณพ่อเดอกัวนา เจ้าอาวาส ได้รวบรวม คริสตชนที่กระจัดกระจายมารวมอยู่ที่เดิม และได้สร้างวัดหลังที่ 2 ขึ้น โดยใช้ไม้กระดานกับไม้ไผ่และมุงหลังคาด้วยใบตาล มีคริสตชนในช่วงนี้ประมาณ 200 คน
ปี 2377 คุณพ่อมัทเทียโด เจ้าอาวาส ร่วมกับคุณพ่อเคลมังโซ่ ผู้ช่วยเจ้าอาวาส ได้ร่วมกันสร้างวัดหลังที่ 3 ขึ้น โดยย้ายมาอยู่ที่ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำจันทบุรี อันเป็นสถานที่ตั้งวัดหลังปัจจุบัน สร้างด้วยไม้กระดานเก่าๆ และไม้ไผ่ ในสมัยนั้นมีคริสตชนประมาณ 1,000 กว่าคน ปี 2381 คุณพ่อรังแฟง ได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาส เป็นช่วงเวลาที่กลุ่มคริสตชนกำลังเติบโต จึงได้เริ่มก่อสร้างวัดหลังที่ 4 ขึ้น ในปี 2398 โดยสัตบุรุษได้ร่วมแรงร่วมใจและร่วมบริจาคทรัพย์ วัดหลังนี้มีลักษณะเป็นอาคารถาวร ใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 21 ปี ซึ่งในขณะนั้นมีคริสตชนประมาณ 1,500 คน
ในปี 2443 พระสังฆราชเวย์ ได้แต่งตั้งให้คุณพ่อเปรีกาล เป็นเจ้าอาวาส ชุมชนคริสตชนได้ขยายตัว
เพิ่มเป็น 2,400 คน จึงมีโครงการสร้างวัดหลังที่ 5 ขึ้น (หลังปัจจุบัน) โดยใช้สถาปัตยกรรมแบบตะวันตก
มีความกว้าง 20 เมตร และยาว 60 เมตร ได้มีพิธีเสกศิลาฤกษ์ เมื่อวันที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2449 และพิธีเสกวัดเมื่อวันที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2452 โดยคุณพ่อกอลอมเบต์ เป็นประธานในพิธีการฉลองวัดครบรอบ 25 ปี ได้จัดขึ้นเมื่อวันที่
19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2476 สมัยคุณพ่อซีมอน เป็นเจ้าอาวาส
ระหว่างปี 2487 - 2496 สมัยคุณพ่อบุญชู ระงับพิษ วัดคาทอลิกจันทบุรี ได้รับการสถาปนาเป็นอาสนวิหารฯ ได้มีการบูรณะและปรับปรุงตัวอาคารและบริเวณรอบวัด ปี 2498 คุณพ่อสนิท วรศิลป์ ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาส ได้สร้างบ้านพักพระสงฆ์หลังปัจจุบัน และได้จัดฉลองวัดครบรอบ 50 ปี เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2503 ปี 2524 คุณพ่อเมธี วรรณชัยวงศ์ เจ้าอาวาส ได้ดำเนินการก่อสร้างหอประชุมนิรมล ได้บูรณะปรับปรุงบริเวณพระแท่น และได้จัดฉลองชุมชนคริสตชนครบรอบ 275 ปี และตัวอาคารวัดครบรอบ 75 ปี เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2528 ต่อมาในปลายสมัยคุณพ่อสมศักดิ์ นามกร เจ้าอาวาส ได้จัดสร้าง อาคารสันติสุข เพื่อใช้เป็นศาลาพักศพ
ระหว่างปี 2540 - 2541 คุณพ่อวัชรินทร์ สมานจิต เจ้าอาวาส ได้จัดสร้าง อาคารแพร่ธรรม เพื่อเป็นอนุสรณ์สถานแด่ท่านนักบุญเอเตียน กือโนต์ อดีตเจ้าอาวาส ในช่วงนี้มีคริสตชน 8,240 คน มีกลุ่มกิจการคาทอลิก 14 กลุ่ม
ระหว่างปี 2543 - 2548 คุณพ่อสุดเจน ฝ่นเรือง ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาส ได้จัดให้มีพิพิธภัณฑ์ประจำอาสนวิหาร และริเริ่มโครงการบูรณะอาสนวิหารฯ เพื่อเตรียมฉลองครบรอบ 100 ปี โดยเริ่มจากการฟื้นฟูด้านจิตใจสัตบุรุษและรวบรวมคริสตชน ให้เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน
ปี 2548 ถึงปัจจุบัน คุณพ่อยอด เสนารักษ์ รับตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาส ได้เริ่มวางแผนงานเตรียมฉลองชุมชนแห่งความเชื่อ 300 ปี และสมโภชอาสนวิหารฯ ครบ 100 ปี ร่วมกับคณะกรรมการบูรณะวัดระดับสังฆมณฑล ซึ่งได้รับการแต่งตั้งโดยพระสังฆราช ลอเรนซ์ เทียนชัย สมานจิต ประมุขสังฆมณฑลจันทบุรี เพื่อให้เกิดความเรียบร้อยในการบูรณะ และจัดสมโภชอาสนวิหารฯ ในวันเสาร์ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2552 (โปรดติดตามตอนต่อไปในสัปดาห์สุดท้ายของทุกๆ เดือน)
 ชั่วโมงวิกฤติ 
จากเรื่องสั้น "His Crucial Hour" โดย คุณพ่อ William Barnaby Faherty, SJ.
แปลโดย คุณพ่อพิเชษ แสงเทียน SJ. / คุณจินตนา ชัยสำเร็จ
สงฆ์บวชใหม่เดินอย่างมุ่งมั่นไปสู่ประตูอาราม แต่ในใจเขารู้สึกเหมือนนักฟุตบอลทีมโรงเรียนที่จะลงซ้อมกับนักเตะทีมชาติเป็นครั้งแรก ไม่น่าแปลกอะไร เพราะเป็นครั้งแรกที่เขาจะเทศน์เข้าเงียบ
เขารอโอกาสเทศน์เข้าเงียบมาหลายปีแล้ว ที่จริงตั้งแต่ชั้น ป.6 ด้วยซ้ำไป เขาตัดสินใจตั้งแต่ตอนนั้นว่าจะอุตส่าห์ร่ำเรียนเพื่อจะเป็นพระสงฆ์ แต่เขาไม่เคยคิดเลยว่าจะมาเทศน์เข้าเงียบในอารามชีลับแบบนี้
เขาเคยได้ยินอะไรมาบ้างจากสงฆ์ผู้อาวุโสกว่า
ที่เคยนำเข้าเงียบให้ชีลับ แต่ก็ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องเพ้อฝัน ตอนนี้กลับกลายเป็นตัวเขาเองที่กำลังเดินเข้าอาราม จะถอยก็ไม่ได้เสียแล้ว
จะมีซิสเตอร์ออกมายืนต้อนรับเขาไหมหนอ สงฆ์อาวุโสเตือนเขาไว้แล้วว่าไม่มีหรอก เขายื่นมือออกไปจะกดกริ่ง แต่มีเสียงทักจากข้างใน ขอพระเจ้าอวยพร สวัสดีค่ะคุณพ่อ ตู้ไม้ข้างๆ หมุนออกมา มีกุญแจกับกระดาษแผ่นเล็กบอกทางไปห้องพัก จึงเดาเอาเองว่า พวกซิสเตอร์เขารู้ได้ไงนี่ สงสัยได้ยินเสียงรถแล้วเห็นเราลงจากรถละมั้ง คงเคยเห็นรูปเราที่ลงในอุดมสารกับ
อุดมศานต์น่ะสิ ใจของเขาวนกลับไปจดจ่ออยู่กับหัวข้อรำพึงช่วงเช้าที่เตรียมไว้อย่างดีจนเกือบลืมตอบกลับไปว่า ขอบคุณครับ
ใช่แล้ว! ห้องหมายเลข 6 รองสุดท้ายทางซ้ายมือ เขาเปิดประตูเข้าไปในห้อง หมุนบานเกล็ดขึ้น เปิดพัดลม ยังดีนะที่มีพัดลม เตียงก็มีฟูกด้วย ไม่ใช่แค่ไม้กระดาน
เขารีบถอดชุดหล่อออก เหลือแต่เสื้อยืดกับกางเกงขายาว รู้สึกเหมือนนักเตะที่กำลังเปลี่ยนเสื้อผ้า
ในห้องแต่งตัวนักกีฬา เขาเปิดดูอุดมสารที่วางไว้ให้บนโต๊ะ ดูรูปงานบวชของตนเองอีกที มีแผนผังภายในอารามกับตารางเวลาการเข้าเงียบวางอยู่ด้วย
ดีจังแฮะ ซิสเตอร์เขาเตรียมมื้อเช้าไว้ให้เราด้วยตอนแปดโมงครึ่ง แล้วค่อยให้หัวข้อรำพึงตอนเก้าโมง เออ! ยังเหลือเวลาอีกตั้งชั่วโมงกว่า ขับรถออกมา
จากสามพรานตั้งแต่เช้ามืดก็ต้องขอออมแรงหน่อยล่ะ หลังจากถอดนาฬิกาและโทรศัพท์มือถือวางบนโต๊ะแล้ว ด้วยความที่กลัวจะหลับเพลิน เขาจึงไม่กล้าเอนหลังนอนลงบนเตียง แต่กลับยอมไปนั่งสัปหงกที่เก้าอี้แทน
เขาสะดุ้งตื่น คิดว่าเพิ่งงีบไปได้นิดเดียว แต่ก็ขยี้ตา พลางเห็นนาฬิกาลูกตุ้มบอกเวลา 08.55 น. จึงพรวดพราดลุกขึ้น อดข้าวแล้วสิเรา แต่ไม่เป็นไร ยังพอมีเวลาทบทวนบทเทศน์ เขาดึงหัวข้อรำพึงออกจากกระเป๋า
มาอ่านผ่านๆ รอบหนึ่ง รีบสวมชุดหล่อ แล้วไม่ลืมหยิบตารางเวลากับแผนผังติดมือมาด้วย
เขาพยายามเร่งฝีเท้าก้าวไปตามทางที่แสดงอยู่
ในแผนผัง ที่สุดก็ถึงประตูทางซ้ายมือ ไม่เห็นเหมือนประตูวัดเลย เออ! แต่ในอารามชีลับแบบนี้ทำไมต้องออกแบบให้เหมือนประตูวัดด้วยล่ะ
เขาค่อยๆ หมุนลูกบิดแล้วเปิดประตูออกไป กลายเป็นระเบียงที่มีห้องนอนเล็กๆ เรียงกันเป็นแถว จึงพูดโพล่งไปว่า ขอโทษนะครับ ทั้งๆ ที่ไม่มีใครอยู่แถวนั้นเลยแล้วรีบถอยออกมา
ประตูถัดไปมีแสงสลัวๆ จากตะเกียงข้างตู้ศีล
แวบออกมา เขาเดินเข้าไปกราบตู้ศีล แล้วรู้สึกใจชื้นขึ้น จิตใจสงบลงอย่างบอกไม่ถูก เมื่อเปิดสวิตช์ไฟก็เห็นว่า
มีม่านกั้นระหว่างบริเวณพระแท่นกับที่นั่งของซิสเตอร์ ชีลับอารามนี้เคร่งจริงๆ รอกันเงียบๆ มืดๆ พระสงฆ์
มาเทศน์เข้าเงียบให้ขนาดนี้ ยังไม่เปิดม่านให้เห็นหน้า
เห็นตากันเลย
เขาเชื่อว่าคงเลยเวลา 09.00 น. มาแล้ว แต่นึกขึ้น
ได้ว่าลืมหยิบนาฬิกาข้อมือกับโทรศัพท์มือถือจากโต๊ะ
ในห้องพักมาด้วย เขาจินตนาการไปว่าพวกซิสเตอร์คงคุกเข่ากันเป็นระเบียบรอบทสวดเปิดการเข้าเงียบ
มาพักหนึ่งแล้ว เขาปาดเหงื่อแล้วเริ่มต้นเสียงสั่นๆ เดชะพระนามพระบิดา และพระบุตร และพระจิต ทันใด เขาก็นึกขึ้นได้ว่าพวกซิสเตอร์อาจถือความเงียบเคร่งครัดมากจนไม่ตอบบทสวดก็ได้ จึงตอบเองเสียงดัง อาแมน
เมื่อทำสำคัญมหากางเขนแล้ว ต่อไปก็ง่ายมาก บทสวดอื่นๆ ก็ตามมาเอง ที่สุด เขาก็สวดขอพรสำหรับการเข้าเงียบ แล้วตามด้วยบทสิริพึงมีฯ เขายังไม่ได้ยินเสียงตอบมาสักนิดเลย ได้ยินแต่เสียงของตนก่อเอง
รับเอง กับเสียงพัดลมข้างๆ ที่เขาเพิ่งจะเปิด
ด้วยความที่ได้ตระเตรียมบทเทศน์มาอย่างดี จึงเทศน์ได้อย่างราบรื่นตั้งแต่แรก เขาเริ่มนำเสนอประเด็นที่ว่าพระนางมารีย์เป็นสิ่งสร้างที่ประเสริฐที่สุดของ
พระเจ้า ใช่แล้ว สิ่งสร้างที่ประเสริฐที่สุดของพระเจ้า
เป็นผู้หญิง พระนางได้ใช้ชีวิตอย่างซ่อนเร้นคล้ายกับบรรดาซิสเตอร์ที่กำลังนั่งฟังเขาอยู่ เขาพาลคิดไปเองว่าซิสเตอร์บางคนคงหันไปส่งยิ้มให้กันหลังม่านเมื่อได้ยินเขายกย่องผู้หญิงปานนั้น
ช่วงกลางบทเทศน์ เขาแทรกเรื่องตลกเข้าไป
เรื่องหนึ่ง คิดเอาว่า ต้องมีเวลาผ่อนคลายบ้างสิ 45 นาทีมันนานจะตายไป เมื่อจบเรื่องตลกแล้ว ไม่มีเสียงหัวเราะใดๆ เล็ดลอดออกมาให้ได้ยินเลย เขาเริ่มอายและขำ
ตัวเองที่เอาเรื่องตลกมาเล่าให้ชีลับที่กำลังเข้าเงียบฟัง จนตัวเองก็กลั้นหัวเราะไม่อยู่ จึงแกล้งทำเป็นไอ หวังว่า
เหล่าซิสเตอร์ที่อยู่หลังม่านคงไม่เห็นสีหน้าของเขา
ว่ากำลังหัวเราะอยู่
เวลาผ่านไปอีก ทำไมซิสเตอร์ถึงต้องขอให้เทศน์ตั้ง 45 นาทีหนอ ที่แสงธรรมเขาสอนให้ฝึกเทศน์ในมิสซาทีละ 5 นาที 10 นาทีเอง เขาอธิบายขยายความแนวคิดของตนอีกครั้ง พยายามขุดเอานักบุญต่างๆ จากความทรงจำ
มานำเสนอเป็นตัวอย่าง เขาบอกซิสเตอร์ว่าพระเจ้าพอพระทัยนักบุญเหล่านี้มาก แล้วเริ่มสวดขอให้บรรดานักบุญเสนอวิงวอนให้พวกเขาในการเข้าเงียบนี้ด้วย
เอาล่ะ ถึงหรือไม่ถึง 45 นาทีก็ช่างเถอะน่ะ ถือว่าใกล้เคียงก็แล้วกัน หมดมุกแล้ว เมื่อตัดสินใจได้เช่นนี้
เขาก็จบการเทศน์เข้าเงียบช่วงเช้า แล้วขอให้ซิสเตอร์
เอาหัวข้อไปรำพึง
จบแล้ว ! จบแล้ว ! จบแล้ว! พระเจ้าข้า อัลเลลูยา! เขาเหยียดแขนออก ขยับไหล่ บิดตัวไปมาให้หายเมื่อย
45 นาทีนี้ช่างนานจริงๆ เขาหวังว่าการเทศน์ช่วงบ่ายคงดีกว่านี้ เขารีบกลับไปที่ห้องพัก ถอดชุดหล่อออกมาพาดไว้ แล้วล้มตัวลงนอนบนเตียง เขาเพิ่งรู้สึกเดี๋ยวนี้เองว่าเครียดจนหมดแรง เทศน์แค่ 45 นาทีเหนื่อยกว่าเล่นฟุตบอลเต็ม 90 นาทีเสียอีก เปลือกตาหนักอึ้ง แต่
อย่างน้อยก็พูดจบแล้ว...
เขาตกใจตื่นจากเสียงเคาะประตู รู้สึกว่าเพิ่งงีบไปได้เพียงนิดเดียว ยังไม่ทันหายเหนื่อย หวังเอาว่าน่าจะฝันไปเองมากกว่า แต่เสียงเคาะก็ยังดังขึ้นอีก เขาจึงรีบลุกขึ้นนั่งแล้วพูดสวนออกไปว่า เดี๋ยวนะครับ เขาคว้าชุดหล่อขึ้นมาสวมอีก แล้วก้าวไปเปิดประตู คิดในใจว่า ยังไม่ทันได้พักเลย ถึงเวลามื้อกลางวัน แล้วเหรอเนี่ย
ซิสเตอร์ท่านหนึ่งยืนอยู่ที่ประตู ปกติคุณพ่อ
ไม่รับประทานอาหารเช้าหรือคะ ถึงเวลาให้หัวข้อรำพึงแล้วค่ะ พวกซิสเตอร์รออยู่ในวัดกันหมดแล้ว คุณแม่อธิการให้ซิสเตอร์มาเชิญคุณพ่อค่ะ
เขาถึงกับผงะ เดินถอยหลังออกมาสองก้าว แต่คุณพ่อไปเทศน์มาแล้วนี่ ก็... เขาชี้ไปที่นาฬิกาลูกตุ้ม
เก่าเขรอะ พลันตกใจสุดขีดที่เข็มยังชี้เวลา 08.55 น. อยู่ ซิสเตอร์ตอบเสียงเนิบๆ ห้องนี้ไม่ค่อยมีใครมาพักหรอกค่ะคุณพ่อ นาฬิกาเรือนนั้นคงไม่เดินมานานแล้วละมั้งคะ ซิสเตอร์เดินจากไปด้วยท่าทีเรียบเฉย แต่ผม...
|