หน้าหลัก นิตยสารอุดมสาร/อุดมศานต์
 
 
     
ฉบับ : ตุลาคม 2551
 
ไต่ตามโค้งตะวัน : นริศ มณีขาว
 

 

...ทุกปัญหามีทางออก...

                มีน้องๆนักศึกษาส่งคำถามมาถามผมอยู่เสมอในช่วงที่มีโอกาสพบ ไตร่ตรอง และแบ่งปันชีวิตแก่กันและกัน ผมพบว่าการตั้งคำถามนั้นเป็นสิ่งที่ช่วยให้นักศึกษาและพวกเราที่เป็นผู้ใหญ่ได้แสวงหาความดีงามของชีวิต ทำให้เกิดแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตอยู่อย่างมีความสุขและมีความหมาย และยังขยายความดีงามนี้ไปสู่คนรอบข้างตามจิตตารมณ์ของเราคริสตชนอีกด้วย ผมจึงนำมาแบ่งปันกับท่านผู้อ่านทุกท่านครับ...

                หมายเหตุ : คำว่า “ความต้องการ” ในบทความนี้หมายถึงความต้องการในส่วนลึกที่มนุษย์ทุกคน ต้องการ อาทิ ความต้องการความเข้าใจ ความรัก ความช่วยเหลือ ดูแลคนอื่น กำลังใจ (มิได้หมายถึงความต้องการวัตถุสิ่งของภายนอกที่เกินจำเป็นแก่ชีวิต อย่างเช่น อยากได้บ้านหรู รถยนต์ราคาแพง โทรศัพท์มือถือสุดไฮเทค ฯลฯ)

 

ถาม :       ถ้าพ่อแม่ทะเลาะกัน ลูกควรทำอย่างไรดีคะ (ลูกคนเดียว)

ตอบ : อ่านคำถามแล้ว ผมรู้สึกซาบซึ้งใจในความตั้งใจดีของหนูที่อยากช่วยพ่อแม่ ไม่อยากให้พ่อแม่ทะเลาะกัน

การเป็นคนกลางหรือเป็นผู้ไกล่เกลี่ยความขัดแย้งอาจเริ่มได้โดยหาเวลาคุยกับพ่อ กับแม่ที่ละคนครับ เช่น หนูอาจคุยกับแม่ก่อน ฟังท่านอย่างตั้งใจว่า อะไรทำให้แม่ทะเลาะกับพ่อ(สังเกต) แม่รู้สึกและต้องการอะไร อยากขอร้องอะไรจากพ่อ

หลังจากนั้นก็คุยกับพ่อและค้นหาว่าอะไรทำให้พ่อทะเลาะกับแม่(สังเกต) พ่อรู้สึกและต้องการอะไร อยากจะขอร้องอะไรจากแม่

เมื่อรับทราบความรู้สึก-ความต้องการของพ่อและแม่แล้ว น้องอาจกลับไปบอกแต่ละฝ่ายทีละคน นะครับ อย่างเช่น กลับไปบอกแม่ว่า “ตอนที่พ่อ

กลับบ้านแล้วแม่บอกพ่อว่าทำไมกลับดึก ทำไมกลับผิดเวลาอย่างนี้(สังเกต) พ่อรู้สึกไม่สบายใจ(รู้สึก)

พ่อต้องการความเข้าใจ(ความต้องการ) พ่ออยากขอความเข้าใจจากแม่เรื่อง โดยพ่อขอเวลาไปกินข้าวกับเพื่อนและกลับบ้านดึกเป็นบางครั้ง(ขอร้อง)”

แล้วหนูอาจถามแม่ว่า แม่คิดอย่างไรบ้าง เมื่อได้ยินหนูบอกเช่นนี้

และถ่ายทอดให้พ่อฟังว่า แม่บอกหนูว่า “ตอนที่แม่เห็นพ่อกลับบ้านตี2นั้น(สังเกต) ทำให้แม่รู้สึกกังวลใจมาก(รู้สึก) แม่ต้องการความอุ่นใจและความปลอดภัย (ความต้องการ) แม่อยากขอร้องพ่อว่า ถ้าพ่อจะกลับบ้านดึก พ่อช่วยโทรมาบอกแม่ด้วยแม่จะได้สบายใจและ

อุ่นใจว่าพ่อปลอดภัย(ขอร้อง) แล้วหนูก็ถามพ่อว่า

พ่อคิดอย่างไรบ้างเมื่อได้ยินสิ่งที่หนูบอกพ่อ

***ที่สำคัญคือ ขอให้หนูเลือกบอกเฉพาะสิ่งที่ช่วยให้เกิดความเข้าใจกันก่อนนะครับ ถ้าอะไรที่คาดว่าจะทำให้แย่ลง ก็เก็บไว้ก่อนก็ได้ครับ***

การเป็นคนกลางช่วยไกล่เกลี่ยความขัดแย้งของพ่อแม่นั้น อาจใช้เวลา ความอดทนอยู่มาก ผมขอให้กำลังใจหนู และขอเสนอให้หนูหาคนที่หนูวางใจและระบายความรู้สึกของหนูได้ เพราะหนูเองอาจต้องการความเข้าใจและการรับฟังด้วย เนื่องจากการรับฟังปัญหาจากพ่อแม่ อาจกระทบใจหนูได้ไม่น้อย

แล้วเขียนมาคุยกันอีกนะครับว่าได้ผลมากน้อยอย่างไรบ้าง

ขอให้มีกำลังใจต่อไปนานๆ นะครับ

 

ถาม :       บางครั้งเวลาจะขอร้องให้เพื่อนช่วยทำงาน แต่เพื่อนไม่ยอมช่วย ให้เราทำงานเหนื่อยฝ่ายเดียว อยากทำก็ทำไปซิ ทั้งๆ ที่งานนั้นเป็นงานส่วนรวม เราจะทำอย่างไรให้เพื่อนมาช่วยกันทำงาน

ตอบ : ผมชื่นชมกับความตั้งใจดีของน้องที่มีใจให้กับการทำงานเพื่อส่วนรวมครับ น้องคงต้องการความร่วมมือ ต้องการความช่วยเหลือใช่ไหมครับ... น้องจึงรู้สึกผิดหวังและท้อใจเมื่อเพื่อนปฏิเสธที่จะทำงานตามที่น้องขอร้อง...

ถ้าอย่างนั้นจะทำอย่างไรให้เพื่อนมาช่วยทำงาน... การที่น้องจะได้รับความร่วมมือและความช่วยเหลือนั้นมีหลายวิธีการ น้องอาจใช้ 4 ประโยค

สื่อสารอย่างสันติ บอกความจำเป็นของเรา(สังเกต) ความรู้สึกท้อใจ(รู้สึก) ความต้องการความช่วยเหลือ (ความต้องการ) และขอร้องให้เขาช่วยเราอย่างชัดเจนว่า อยากให้เขาช่วยอะไร ใช้เวลาเท่าไร(ขอร้อง) และถามเขาว่า เขาสะดวกไหม (ถ้าไม่สะดวก ก็ไม่เป็นไร)

ถ้าเพื่อนคนที่น้องขอให้ช่วยเขาไม่พร้อมที่จะช่วยงานก็ไม่เป็นไรครับ น้องอาจหาทางอื่นที่จะขอความช่วยเหลืองานส่วนรวมอื่นๆ อีกได้ เช่น หาเพื่อนคนอื่นๆ ที่มีใจให้กับงานส่วนรวม หรือหาอาสาสมัครที่ยินดีช่วย

มีตัวอย่างจากชีวิตจริงของนักศึกษาคนหนึ่งที่เป็นประธานชมรม เขาผิดหวังจากเพื่อนๆ กรรมการที่กังวลเรื่องเรียน และให้ความสำคัญกับกิจกรรมอื่นๆ จนไม่มาช่วยงานส่วนรวม... ที่สุดเขาขอความช่วยเหลือจากเพื่อนที่สนใจ ก็ได้รับความร่วมมือ

แม้จะไม่ใช่กรรมการครับ...

นอกนั้นเขายังใช้วิธีการที่เรียกว่า T-Group (Training Group) ให้ทีมกรรมการด้วย ในการทำ

T-Group มีการเปิดใจรับฟังกัน หลังจากนั้นทีมกรรมการก็เปิดใจกัน รับฟังความรู้สึก-ความต้องการของกันและกัน ทำให้เกิดความเห็นใจ-เข้าใจกันมากขึ้น ยอมรับและให้กำลังใจกัน

ในที่สุดครับ

น้องอาจลองหาวิธีอื่นๆอีกก็ได้นะครับ ที่สำคัญคือลดการติดยึดกับบุคคลลง ทำนองว่าต้องเป็นเพื่อนคนนี้คนนั้น

ที่ควรจะมาช่วยเราเพราะเป็นกรรมการ หรือเพราะเป็นเพื่อนสนิทของเรา เพราะจะทำให้เราผิดหวังได้มากครับ แทนการติดยึดกับบุคคล มุ่งไปที่ว่าความต้องการความร่วมมือ-ความช่วยเหลือจะเกิดขึ้นได้อย่างไร แล้วหาวิธีที่จะ

ได้รับความร่วมมือ-ช่วยเหลือจากใครก็ได้ครับ

เสนอเพิ่มเติมนะครับ ผมคิดว่าการปรึกษาผู้ใหญ่ที่น้องไว้วางใจก็เป็นอีกทางเลือกนะครับ เพราะนอกจากน้องจะได้แนวทางการแก้ปัญหาแล้ว น้องอาจได้รับกำลังใจจากผู้ใหญ่ท่านนั้นอีกด้วยครับ

ขอให้มีกำลังใจทำงานเพื่อส่วนรวมต่อไปนะครับ

และเขียนมาคุยกันใหม่ได้นะครับ

 

ถาม :       เพื่อน 2 คนผิดใจกัน ถ้าต้องการให้เราเป็นคนกลางให้ ควรพูดอย่างไร? และหากว่าท้ายที่สุดทั้ง 2 คนดีกันแล้วกลับลืมคนกลางอย่างเรา ควรทำอย่างไร น้อยใจผิดมั้ย?

ตอบ : น้องเป็นคนที่มีน้ำใจกับเพื่อนมากครับ ผม

ชื่นชมนะครับ ดูเหมือนว่าจะมี 2 คำถามนะครับ คำถามแรกนั้น น้องคงอยากช่วยเพื่อน อยากทราบวิธีการเป็นคนกลาง

สิ่งที่คนกลางจะทำได้คือ นัดคุยกับเพื่อนทีละฝ่ายครับ ฟังความรู้สึกและความต้องการ รวมทั้งสิ่งที่เขาขอร้องในเรื่องที่ขัดแย้งกันว่า ลึกๆ แล้วเขาต้องการอะไร เช่น ต้องการความเห็นใจ ขอร้องให้อีกฝ่ายหนึ่งเห็นใจเขาบ้าง และเช็คกับเขาว่าเราเข้าใจตรงกับเขาว่าเขาต้องการหรือไม่

หลังจากนั้นจึงนัดคุยกับอีกฝ่ายหนึ่ง ฟังความรู้สึก-ความต้องการลึกๆ ของเขาและสิ่งที่เขาขอร้อง บอกเขาว่าเขาต้องการอย่างนี้ใช่ไหม เช่น เขาอาจ

ต้องการการรับฟังจากอีกฝ่ายหนึ่ง ขอร้องให้อีกฝ่ายฟังเขาพูดบ้าง

ขั้นต่อมาเราก็กลับมาบอกความต้องการให้

แต่ละฝ่ายทราบ แล้วถามเขาว่าเขาคิดอย่างไรเมื่อฟังความต้องการของอีกฝ่ายหนึ่งแล้ว... จากจุดนี้เราจะทราบได้ว่า ทั้งสองฝ่ายต้องการอย่างไร หรือพร้อมจะมาคุยกันหรือไม่ ถ้ายังไม่พร้อมก็ไม่เป็นไร เราอาจช่วยเป็นคนกลางให้ก่อน

การเป็นคนกลางเช่นนี้ อย่างน้อยช่วยให้ทั้งสองฝ่ายทราบความรู้สึกและความต้องการของกันและกัน โดยมีเราเป็นคนช่วยกรองคำพูดที่รุนแรงออกไป จะช่วยคลายความตึงเครียดลงได้ดีกว่าให้เขาพูดคุยกันเองโดยตรง

คำถามที่สอง เมื่อเขาคืนดีกัน เขาก็ลืมน้อง น้องก็อดรู้สึกน้อยใจ เสียใจไม่ได้ ... ถึงจุดนี้การให้ความเข้าใจกับตนเองเป็นสิ่งจำเป็นครับ น้องกำลังต้องการการเห็นคุณค่าใช่ไหมครับ หรืออาจต้องการความสนิทสนม ความเป็นเพื่อนด้วย

น้องอาจเลือกวิธีการบอกเพื่อนทำนองว่า พอเพื่อนคืนดีกัน ใจหนึ่งน้องก็ดีใจและอีกใจหนึ่งก็น้อยใจ น้องต้องการความสนิทสนม ความเป็นเพื่อนเหมือนกัน น้องอาจขอร้องเพื่อนให้เวลาพูดคุยกับน้องบ้าง น้องจะดีใจมาก... เป็นต้น

นอกจากการให้ความเข้าใจตนเอง การขอร้องเพื่อนแล้ว น้องยังอาจเติมเต็มความต้องการความสนิทสนม ความเป็นเพื่อนจากเพื่อนคนอื่นๆ ก็สามารถทดแทนความต้องการลึกๆ ของน้องได้ โดยไม่ยึดติดกับเพื่อนทั้งสองคนมากเกินไปครับ...

ขอให้มีกำลังใจและเป็นที่รักที่ต้องการของเพื่อนๆ ต่อไปนะครับ

เพื่อนๆ ที่ต้องการคนมีน้ำใจอย่างน้องยังมีอีกมากครับ 

 

ถาม :       สร้างกำลังใจให้ตัวเองยังไงดีคะ เรียนหนัก กิจกรรมเยอะ บางทีก็รู้สึกท้อ อยากปรึกษาแม่ก็กลัวแม่เป็นห่วง จะปรึกษาเพื่อน เพื่อนก็เป็นเหมือนกับเรา

ตอบ : น้องบอกว่ารู้สึกท้อใจ ต้องการกำลังใจ ต้องการคำปรึกษา ขณะเดียวกันก็เป็นห่วงแม่และอยากดูแลให้แม่สบายใจด้วย... ผมคิดว่าถ้าแม่ของน้องทราบความคิดในใจน้องอย่างนี้แล้ว แม่คงปลื้มมากๆ เลยครับ

ผมเสนอให้บอกแม่ไปอย่างที่ใจน้องอยากบอกนี่แหละครับ และขอกำลังใจ ขอคำปรึกษาจากแม่ด้วย... แม่คงมีความสุขใจที่รู้ว่าลูกไว้ใจแม่และเป็นห่วงแม่ครับ

แล้วก็อาจสังเกตว่า พอขอกำลังใจและปรึกษากับแม่ไปแล้ว แม่เป็นห่วงน้องมากเกินไปไหม ถ้าน้องเห็นว่าไม่กระทบแม่ ก็ปรึกษาต่อไปได้ครับ... และถ้าน้องเห็นว่ากระทบแม่ ทำให้แม่ไม่สบายใจ น้องอาจหากำลังใจและคำปรึกษาจากแหล่งอื่นแทนก็ได้ครับ

เช่น อาจขอกำลังใจ ขอคำปรึกษาจากเพื่อน จากอาจารย์ หรือจากญาติผู้ใหญ่ที่หนูไว้ใจ... นอกนั้นยังอาจให้กำลังใจตัวเองได้อีกด้วยครับ กำลังใจที่แท้จริงมาจากจิตใจของเรานั่นเองครับ อาจเริ่มด้วยการนั่งลงภาวนาขอกำลังใจจากพระเยซูเจ้า นอกนั้นน้องอาจ ออกไปพบผู้คน ทำกิจกรรมที่มีประโยชน์กับสังคม อย่างเลี้ยงอาหารเด็กยากจน ฯลฯ เมื่อพบคนที่ลำบากกว่าเราแต่เขายังสู้กับชีวิต จะช่วยให้เราย้อนมองตนและมีกำลังใจมากขึ้นครับ

ลองทำดูแล้วอาจพบอะไรที่แปลกใหม่กว่าที่น้องคิดก็เป็นได้ครับ

ขอให้น้องได้รับคำปรึกษาและกำลังใจมากๆนะครับ 

 

ถาม :       ทำอย่างไรดี ถ้าเป็นคนเจ้าชู้มากๆ อยากจะรักใครซักคนจริงๆ แต่ก็เบื่อทุกที เป็นคนชอบเบื่อคนที่คบง่ายๆ คบกันไม่เคยได้นานเลย

ตอบ : อ่านแล้วเห็นความตั้งใจของน้องที่ต้องการความรักและความซื่อสัตย์  และดูเหมือนจะไม่ค่อยชอบตัวเองที่มีลักษณะเบื่อง่าย

การหาความต้องการลึกๆที่ซ่อนอยู่ในความเบื่ออาจช่วยได้ครับ น้องอาจต้องการสิ่งแปลกใหม่ ต้องการอิสระ ต้องการทางเลือก ต้องการความ

สนุกสนาน...

เช่น ถ้าน้องต้องการความแปลกใหม่ไม่ซ้ำซากจำเจ ทำให้น้องอาจจะคบคนไม่นานก็เลิกคบ หรือไปคบคนใหม่ที่อาจจะตื่นเต้นเร้าใจกว่าเป็นต้น

ธรรมชาติของความรักแบบชายหญิง ช่วงแรกจะเร้าใจตื่นเต้น ลุ้นว่าคนที่น้องไปจีบจะรักจะชอบน้องหรือไม่ พอผ่านช่วงนี้ไปแล้วความเร้าใจหมดไป... ความรักอย่างนี้เรียกว่า Eros เป็นความรักแบบแสวงหาเพื่อประโยชน์สุขส่วนตน เพื่อความพึงพอใจของตนเอง ความรักในลักษณะนี้ไม่จีรัง จึงต้องได้รับการยกระดับให้สูงขึ้น จึงเป็นความรักที่แท้จริงที่เรียกว่า Agape

Agape เป็นความรักบริสุทธิ์ต่อคนที่เรารักหรือต่อเพื่อนมนุษย์ ความรักแบบนี้พร้อมที่จะเสียสละและมอบสิ่งที่ดีงามให้กับอีกฝ่ายหนึ่ง เป็นความรักที่ช่วยเหลือกัน ช่วยลดความทุกข์ให้แก่กันและกัน

ความรักทั้งสองอย่างนี้มีความสำคัญและเสริมกันครับ คือ ความรักจะพัฒนาจากความเห็นแก่ตัวกลายเป็นความห่วงใยและดูแลเอาใจใส่อีกฝ่ายหนึ่ง จากการหาแต่ความสุขของตนเองกลายเป็นการ

แสวงหาความดีของผู้ที่เรารัก และเสียสละความสุขส่วนตัวเพื่อคนอื่น

ความรักที่สวยงามจึงประกอบด้วยความอดทน การให้เวลาแก่กัน จนก้าวผ่านพ้นความรักแบบ

ฉาบฉวยมาเป็นความรักที่ลึกซึ้งครับ

ผมมีข้อเสนออย่างนี้ครับ น้องอาจนำความต้องการของน้องมารวมกัน เช่น รวมความต้องการความแปลกใหม่กับความรักที่ยืนนานโดยมุ่งเรียนรู้คนที่น้องชอบ-รักว่าเขายังมีอะไรแปลกใหม่ให้เรียนรู้อีกมาก ก็จะช่วยให้น้องคบกันได้นานขึ้น

อย่างไรก็ตามในช่วงวัยนักศึกษานั้น เป็นช่วงรู้จักและเลือกคนที่

เหมาะสมกัน การคบและบอกเลิกกันจึงเกิดขึ้นได้มาก... ถ้าน้องยังไม่มั่นใจ ก็อาจคบเป็นเพื่อนกันไปก่อน แล้วค่อยเป็นแฟนกันในภายหลังก็ย่อมดีกว่า

รีบด่วนเป็นแฟนกันแล้วรู้สึกผิด

เพราะต้องบอกเลิกกันหลังจากที่คบกันได้ไม่นานครับ

น้องคงได้ข้อคิดไปพิจารณาตามสมควรนะครับ

 

* * * * * * * * * * * *

1) เชิญชมเว็บไซต์บ้านใส่ใจ http://www.carefor.org เพื่อมิตรภาพ กำลังใจ และความรักต่อ ชีวิต ผู้คน และธรรมชาติ

2) ขอเชิญน้องๆ นักศึกษาคาทอลิกระดับปริญญาตรี ชวนเพื่อนๆ คาทอลิกจากสถาบันไหนก็ได้ทุกสถาบัน... “แบ่งปัน ทอฝัน ผูกพัน

ผืนดอย” รู้จักตนเองและเพื่อนต่างสถาบันมากมาย แบ่งปันสิ่งดีร่วมกัน  เรียนรู้และใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย ค้นพบเคล็ดลับแห่งความสุขของชาวดอย  วันที่ 19-26 ตุลาคม 2551 ที่หมู่บ้านส้มป่อย อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่  สนใจถามรายละเอียดหรือสมัครได้ที่ประธานศูนย์นิสิตนักศึกษาคาทอลิกฯ คุณขเคนทร์ วรรณศิริ (อุ้ย)

โทร. 08-9448-8823 ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://student.carefor.org

3) โอกาสพิเศษสำหรับน้องๆ นักศึกษาคาทอลิกระดับปริญญาตรี ขอเชิญเข้าร่วม... “ฝึกปฏิบัติจิตแบบคริสต์” (Spiritual Exercises)

ฝึกการภาวนาเพื่อแสวงหาน้ำพระทัยพระเจ้า และการพบพระในทุกเหตุการณ์ของชีวิต (Finding God in All Things) ศุกร์เย็น

วันศุกร์ที่ 7 ถึงอาทิตย์ที่ 9 พฤศจิกายน 2551 (สถานที่: อยู่ระหว่างการติดต่อ)  สนใจถามรายละเอียดหรือสมัครได้ที่ คุณพ่อมหาร์โซโน โปรโบ, S.J.

โทร 08-4728-4137 หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://student.carefor.org