หน้าหลัก นิตยสารอุดมสาร/อุดมศานต์
 
 
     
ฉบับ : ตุลาคม 2551
 
ระหว่างเดือน : คุณพ่อประยูร
 

 

 ประชาธิปไตยที่ใฝ่สันติ 

             หลังการเปลี่ยนผ่านระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาสู่ระบอบประชาธิปไตยใน พ.ศ. 2475  ประเทศไทยได้ใช้ระบอบประชาธิปไตยมาตลอด  แม้จะดูล้มลุกคลุกคลานอยู่จนกระทั่งทุกวันนี้  แต่ถึงอย่างไรก็ตาม  โดยหลักการก็ยังถือว่าเป็นระบอบที่ดี มีคุณค่านานาประการ และมีนานาประเทศนำไปใช้มากที่สุดในโลกปัจจุบัน

 

            กระนั้น  แม้ระบอบจะดีแสนดี  แต่หากผู้ใช้นำไปใช้อย่างไม่ถูกต้องตามตัวบท กติกา และครรลองครองธรรม  ก็ย่อมไม่บังเกิดผล  หรือเกิดผลร้ายแทนที่จะเกิดผลดี  และแทนที่จะเกิดสันติ  ก็กลับเกิดความรุนแรง  หรือการเข่นฆ่านองเลือด  เป็นที่มาของวิปโยคและโศกนาฏกรรม   ซึ่งหลายคนก็คงยังจะจดจำเหตุการณ์เหล่านั้นได้ในประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่ผ่านมา จึงไม่เป็นที่น่าปรารถนาอย่างยิ่ง

            โดยเป้าหมายของระบอบนี้ได้ให้ความสำคัญ “อยู่ที่คน” เอาคนเป็นศูนย์กลางในความหมาย(นัยยะ) ของการเมือง  และการดำเนินกิจการทุกอย่างในระบบสภาฯ

            สมดังความหมายตามคำนิยามที่ประธานาธิบดีลินคอล์นได้ให้ไว้อย่างจริงจังและลุ่มลึกว่า ประชาธิปไตยเป็นระบอบการปกครองของประชาชน โดยประชาชนและเพื่อประชาชน ด้วยเหตุนี้  อำนาจอธิปไตยสูงสูดจึงเป็นของปวงชน โดยแท้จริงแต่เพื่อใช้อธิปไตยได้อย่างเจาะจงลงไปในสภา  จึงจำเป็นต้องมีผู้แทนเข้ามาทำหน้าที่แทน เพื่อดำเนินการใช้อำนาจดังกล่าว ไม่ว่าจะในลักษณะของนิติบัญญัติหรือการบริหารข้าราชการแผ่นดิน  ส่วนอำนาจตุลาการนั้นควรให้เป็นอิสระจากอิทธิพลทางการเมือง

            อย่างไรก็ดี  เมื่อเราวิเคราะห์วิถีประชาธิปไตยให้เห็นถ่องแท้  ในระหว่างทฤษฎีกับภาคปฏิบัติ   ความคิดเห็นกับความเป็นจริง  โครงการกับกิจการ  งบประมาณแผ่นดินกับผลประโยชน์อันพึงมีพึงได้ที่จะตกไปถึงประชาชนนั้น ดูจะยังมีความบกพร่องและช่องว่างอย่างกว้างใหญ่และมากมาย

            ที่จริง  บัตรประชาชนที่ทุกคนมี เมื่อถึงเกณฑ์อายุที่พึงควรจะได้ทำนั้น  ก็บอกบ่งชัดว่าทุกคนที่เกิดมา วันหนึ่งก็จะมาถึงการยืนยันในการมีสิทธิ์และทำหน้าที่เยี่ยงประชาชนหรือพลเมืองของสังคมหรือประเทศชาติที่ตนสังกัดเป็นสมาชิก

            มาดูใกล้ๆ ที่ประเทศไทยของเรา ซึ่งเราทุกคนพึงภูมิใจในความมีประชาธิปไตยในชาติ  แต่ปรากฏการณ์ที่ผ่านพบมักมีข้อที่น่าสังเกตตำหูตำตาเราอยู่เสมอจนแทบจะชาชิน ขอยกบางประการดังนี้

            ประการที่ 1  ระหว่างหาเสียงเลือกตั้ง  มีการซื้อสิทธิ์ขายเสียงอย่างเคยตัวระหว่างผู้แทนกับประชาชนในหลายลักษณะและหลายกรณีโดยไม่มีการคำนึงถึงมโนธรรม

            ประการที่  2   ระหว่างหาเสียง  ผู้แทนมักจะมีมือไม้อ่อน  รีบเข้าไปหาและยกมือไหว้ประชาชน หลังเข้าสภาประชาชน กลับนำเรื่องไปเรียนปรึกษาและไหว้วานผู้แทนอย่างพินอบพิเทา

            ประการที่ 3   ระหว่างหาเสียง  ผู้แทนมักมีนโยบายและข้อสัญญามากมายที่จะใช้งบประมาณเพื่อผลประโยชน์ของประชาชนให้เต็มที่  หลังผ่านสภาฯ  ผลประโยชน์ต่างๆ นานากลับแปรเปลี่ยนเป็นผลประโยชน์ส่วนตนและส่วนพรรค หรือบานปลายไปอย่างสุรุ่ยสุร่าย ฯลฯ

            ต่อข้อสังเกตประการที่ 1 ถ้าทั้งผู้แทนและประชาชนซื่อสัตย์มั่นคงในความจริง  และยึดมั่น

ในความดี  ทั้งสองฝ่ายไม่ควรที่จะใช้วิธีซื้อสิทธิ์ขายเสียง  เพราะมันเป็นการทำลายศักดิ์ศรีและละเมิดต่อมโนธรรมของความเป็นคนดี คนจริงของทั้งสองฝ่าย

            ต่อข้อสังเกตประการที่ 2   ถ้าทั้งผู้แทนและประชาชนควรให้เกียรติ  ยกมือไหว้และไปมาหาสู่เยี่ยมเยียนอย่างสม่ำเสมอ เพื่อถามสารทุกข์สุกดิบอย่างผู้รู้คุณค่าและร่วมในวิถีประชาธิปไตยด้วยกันอย่างแท้จริง

            ต่อข้อสังเกตประการที่ 3 ถ้าทั้งผู้แทนและประชาชนทำความเข้าใจ  และพยายามก้าวเข้าไปให้ถึงเป้าหมายของประชาธิปไตยนั้น  ผลประโยชน์ทั้งหลายทั้งปวงก็ควรให้เกิดกับประชาชนส่วนใหญ่ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้  นั่นหมายความว่าเพื่อยังความสันติสุขที่ยั่งยืนถาวรให้ตกไปถึงประชาชน หวังว่า  สันติสุขที่แท้จริงและทั่วถึงนั้น จะเป็นเครื่องบ่งบอกถึงความเบ่งบานของประชาธิปไตย อันเป็นประชาธิปไตยที่รับใช้ประชาชน  ไม่ใช่ที่ใช้ประชาชนหรือประชาชนถูกใช้