|  ประชาธิปไตยที่ใฝ่สันติ  
หลังการเปลี่ยนผ่านระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาสู่ระบอบประชาธิปไตยใน พ.ศ. 2475 ประเทศไทยได้ใช้ระบอบประชาธิปไตยมาตลอด แม้จะดูล้มลุกคลุกคลานอยู่จนกระทั่งทุกวันนี้ แต่ถึงอย่างไรก็ตาม โดยหลักการก็ยังถือว่าเป็นระบอบที่ดี มีคุณค่านานาประการ และมีนานาประเทศนำไปใช้มากที่สุดในโลกปัจจุบัน
กระนั้น แม้ระบอบจะดีแสนดี แต่หากผู้ใช้นำไปใช้อย่างไม่ถูกต้องตามตัวบท กติกา และครรลองครองธรรม ก็ย่อมไม่บังเกิดผล หรือเกิดผลร้ายแทนที่จะเกิดผลดี และแทนที่จะเกิดสันติ ก็กลับเกิดความรุนแรง หรือการเข่นฆ่านองเลือด เป็นที่มาของวิปโยคและโศกนาฏกรรม ซึ่งหลายคนก็คงยังจะจดจำเหตุการณ์เหล่านั้นได้ในประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่ผ่านมา จึงไม่เป็นที่น่าปรารถนาอย่างยิ่ง
โดยเป้าหมายของระบอบนี้ได้ให้ความสำคัญ อยู่ที่คน เอาคนเป็นศูนย์กลางในความหมาย(นัยยะ) ของการเมือง และการดำเนินกิจการทุกอย่างในระบบสภาฯ
สมดังความหมายตามคำนิยามที่ประธานาธิบดีลินคอล์นได้ให้ไว้อย่างจริงจังและลุ่มลึกว่า ประชาธิปไตยเป็นระบอบการปกครองของประชาชน โดยประชาชนและเพื่อประชาชน ด้วยเหตุนี้ อำนาจอธิปไตยสูงสูดจึงเป็นของปวงชน โดยแท้จริงแต่เพื่อใช้อธิปไตยได้อย่างเจาะจงลงไปในสภา จึงจำเป็นต้องมีผู้แทนเข้ามาทำหน้าที่แทน เพื่อดำเนินการใช้อำนาจดังกล่าว ไม่ว่าจะในลักษณะของนิติบัญญัติหรือการบริหารข้าราชการแผ่นดิน ส่วนอำนาจตุลาการนั้นควรให้เป็นอิสระจากอิทธิพลทางการเมือง
อย่างไรก็ดี เมื่อเราวิเคราะห์วิถีประชาธิปไตยให้เห็นถ่องแท้ ในระหว่างทฤษฎีกับภาคปฏิบัติ ความคิดเห็นกับความเป็นจริง โครงการกับกิจการ งบประมาณแผ่นดินกับผลประโยชน์อันพึงมีพึงได้ที่จะตกไปถึงประชาชนนั้น ดูจะยังมีความบกพร่องและช่องว่างอย่างกว้างใหญ่และมากมาย
ที่จริง บัตรประชาชนที่ทุกคนมี เมื่อถึงเกณฑ์อายุที่พึงควรจะได้ทำนั้น ก็บอกบ่งชัดว่าทุกคนที่เกิดมา วันหนึ่งก็จะมาถึงการยืนยันในการมีสิทธิ์และทำหน้าที่เยี่ยงประชาชนหรือพลเมืองของสังคมหรือประเทศชาติที่ตนสังกัดเป็นสมาชิก
มาดูใกล้ๆ ที่ประเทศไทยของเรา ซึ่งเราทุกคนพึงภูมิใจในความมีประชาธิปไตยในชาติ แต่ปรากฏการณ์ที่ผ่านพบมักมีข้อที่น่าสังเกตตำหูตำตาเราอยู่เสมอจนแทบจะชาชิน ขอยกบางประการดังนี้
ประการที่ 1 ระหว่างหาเสียงเลือกตั้ง มีการซื้อสิทธิ์ขายเสียงอย่างเคยตัวระหว่างผู้แทนกับประชาชนในหลายลักษณะและหลายกรณีโดยไม่มีการคำนึงถึงมโนธรรม
ประการที่ 2 ระหว่างหาเสียง ผู้แทนมักจะมีมือไม้อ่อน รีบเข้าไปหาและยกมือไหว้ประชาชน หลังเข้าสภาประชาชน กลับนำเรื่องไปเรียนปรึกษาและไหว้วานผู้แทนอย่างพินอบพิเทา
ประการที่ 3 ระหว่างหาเสียง ผู้แทนมักมีนโยบายและข้อสัญญามากมายที่จะใช้งบประมาณเพื่อผลประโยชน์ของประชาชนให้เต็มที่ หลังผ่านสภาฯ ผลประโยชน์ต่างๆ นานากลับแปรเปลี่ยนเป็นผลประโยชน์ส่วนตนและส่วนพรรค หรือบานปลายไปอย่างสุรุ่ยสุร่าย ฯลฯ
ต่อข้อสังเกตประการที่ 1 ถ้าทั้งผู้แทนและประชาชนซื่อสัตย์มั่นคงในความจริง และยึดมั่น
ในความดี ทั้งสองฝ่ายไม่ควรที่จะใช้วิธีซื้อสิทธิ์ขายเสียง เพราะมันเป็นการทำลายศักดิ์ศรีและละเมิดต่อมโนธรรมของความเป็นคนดี คนจริงของทั้งสองฝ่าย
ต่อข้อสังเกตประการที่ 2 ถ้าทั้งผู้แทนและประชาชนควรให้เกียรติ ยกมือไหว้และไปมาหาสู่เยี่ยมเยียนอย่างสม่ำเสมอ เพื่อถามสารทุกข์สุกดิบอย่างผู้รู้คุณค่าและร่วมในวิถีประชาธิปไตยด้วยกันอย่างแท้จริง
ต่อข้อสังเกตประการที่ 3 ถ้าทั้งผู้แทนและประชาชนทำความเข้าใจ และพยายามก้าวเข้าไปให้ถึงเป้าหมายของประชาธิปไตยนั้น ผลประโยชน์ทั้งหลายทั้งปวงก็ควรให้เกิดกับประชาชนส่วนใหญ่ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ นั่นหมายความว่าเพื่อยังความสันติสุขที่ยั่งยืนถาวรให้ตกไปถึงประชาชน หวังว่า สันติสุขที่แท้จริงและทั่วถึงนั้น จะเป็นเครื่องบ่งบอกถึงความเบ่งบานของประชาธิปไตย อันเป็นประชาธิปไตยที่รับใช้ประชาชน ไม่ใช่ที่ใช้ประชาชนหรือประชาชนถูกใช้
ี
|