![]() |
|||||||
![]() |
|||||||
|
ฉบับ : ตุลาคม 2551 |
|||||||
|
บทความ :กอง บก. | |||||||
หลายครอบครัวที่ต้องแตกแยก เกิดการหย่าร้างเป็นจำนวนมากสาเหตุใหญ่ๆ ย่อมเกิดจากหัวหน้าครอบครัวไม่ซื่อสัตย์ มีหญิงอื่นทำให้เกิดการแตกร้าวในบ้านๆ ที่เคยอบอุ่นมีพ่อแม่ลูกที่ เข้าใจกัน สามัคคีก็ต้องล่มสลาย บางคนขาดสติก็ถึงขั้นฆ่ากันตาย ตามที่เราจะได้พบเห็นและได้ยินอยู่เสมอ เนื่องจากพ่อบ้านที่หลงผิดด้วยความประมาท ขาดความรับผิดชอบต่อครอบครัวภรรยาและลูก ฝ่ายภรรยาอดทนไม่ได้ก็ขอแยกจากกัน เพราะเสียศักดิ์ศรี เกิดความน้อยใจ เสียใจ ผิดหวัง เคียดแค้น ดิฉันเข้าใจความรู้สึกของผู้เป็นภรรยา ใครได้ประสบปัญหานี้จะมีความทุกข์อย่างแสนจะพรรณนา เจ็บปวดรวดร้าว บ้างก็หมดทางแก้ปัญหา ทางออกคือคิดสั้น ฆ่าตัวตายเป็นทางออกที่ขาดการยั้งคิด เรื่องสามีนอกใจเป็นปัญหาที่ยิ่งใหญ่ของหลายบ้าน มีคนโทรศัพท์มาปรึกษาดิฉันมากมาย ทำให้ดิฉันต้องเริ่มจับปากกาขึ้นมาเขียนเพื่อเป็นอุทาหรณ์หรือบทเรียนที่ควรวิเคราะห์ก่อนจะสายเกินไป คนที่มีความรู้และมีการศึกษาสูงๆ บางคน ก็ทำใจไม่ได้ ดิฉันรู้จักและเคารพผู้หญิงคนหนึ่ง ที่เป็นแพทย์ หมอผู้นี้มีจิตใจที่ดีงามมาโดยตลอด เสียสละ โอบอ้อมอารีช่วยเหลือคนเจ็บมาตลอดชีวิตโดยไม่หวังผลตอบแทน แต่สิ่งที่เขาได้รับคือความเจ็บปวดรวดร้าวที่สามีปันใจให้หญิงอื่น เขาถูกสังคมเยาะเย้ย ถากถาง ขาดความเชื่อมั่นในตนเอง ทำให้เครียด คิดมาก เสียใจร้องไห้จนน้ำตาแทบเป็นสายเลือด ชื่อเสียงเกียรติยศถูกทำลายโดยสามีสุดที่รัก ที่หลงผิด คิดสนุกโดยที่ไม่คิดถึงผลร้ายที่จะตามมา ผู้ชายมักจะมีความเห็นแก่ตัวในเรื่องศีลธรรม ซึ่งเขาคิดว่าผู้ชายทำได้ สังคมยอมรับเป็นความโก้หรูอีกแบบ สนุกในความทุกข์ของอีกฝ่ายลืมคิดถึงความดีของภรรยาที่เสียสละ ช่วยประคอง ชีวิตครอบครัวจากความยากลำบากมาสู่ความมั่นคง กัดก้อนเกลือกินมาด้วยกันแต่พอชีวิตเข้าที่เขาก็ลืม คู่ทุกข์คู่ยาก เมื่อเป็นเช่นนี้ฝ่ายภรรยาเครียดจน เส้นโลหิตในสมองแตก จากความสามารถในทุกด้านกลายเป็นคนพิการ อัมพฤกษ์ช่วยตัวเองไม่ได้เวลายืนต้องมีคนประคอง พูดไม่ชัด ดิฉันได้ไปเยี่ยมอยู่เสมอ ทุกครั้งที่พบสภาพของคุณหมอที่แสนดีท่านนี้จิตใจหดหู่ เศร้าใจเสียดายความเก่งของคุณหมอที่เคย ช่วยคนมานับไม่ถ้วน บัดนี้คือซากศพเดินได้ที่มีเพียง ลมหายใจเท่านั้น หมอใช้ชีวิตบั้นปลายให้ผ่านไปวันๆ อย่างเลื่อนลอย หมดแล้วกับความรู้สึกดีๆ ที่จะช่วยคนรอบด้าน นี่ไม่ใช่บาปของสามีหรือ ที่ก่อให้เกิดผลตามมาได้เพียงนี้ ดิฉันอยากให้มันเป็นเพียงความฝัน มันไม่น่าจะเกิดกับคุณหมอที่มีความสามารถสูงท่านนี้ ทุกวันนี้สามีกลับใจรู้คุณค่าภรรยาและกลับมาดูแลปรนนิบัติอย่างใกล้ชิดเพื่อไถ่บาป แต่ก็สายไปเสียแล้วเพราะความสนุกและประมาทเล่นกับไฟ เรื่องนี้เป็นเรื่องสะเทือนใจดิฉันอย่างมากและตั้งจิตว่าดิฉันจะต้องหาทางช่วยคนที่พบปัญหานี้ ช่วยหาทางออกและให้กำลังใจเพื่อไม่ให้คนอื่นเป็นอย่างคุณหมอท่านนี้อีกเลย สุดท้ายคุณหมอสิ้นใจและ จากโลกนี้ไป ทิ้งไว้คือความดี อีกรายหนึ่งเป็นเพื่อนสนิทของดิฉัน เขาได้ใช้ชีวิตคู่มาด้วยความยากลำบากตั้งแต่แต่งงานกับผู้ชายที่เขารักจนมีลูกชายคนหนึ่ง ชีวิตแต่งงานควรจะ ราบรื่นแต่เปล่า สามีอารมณ์ร้อน มุทะลุ ขาดเหตุผล เอาแต่ใจตนเอง เมื่อใดไม่สบอารมณ์ก็ด่าทอ พูดจา หยาบคาย ภรรยามีแต่ความอดทนอดกลั้น และให้อภัยสามีทุกครั้ง เพราะภรรยานับถือศาสนาคริสต์มีพระอยู่ในจิตใจช่วยให้มีสติ มีความเชื่อ เขาใช้สติ ในการแก้ปัญหาและพยายามสร้างครอบครัวให้เกิดความอบอุ่น เขาสอนลูกให้เป็นคนดี รู้จักเสียสละ ให้ผู้อื่น มีความรับผิดชอบ ที่สำคัญมีความกตัญญู ต่อพ่อแม่ พ่อก็รักลูกในยามอารมณ์ดีแต่จะโวยวายดุด่าอย่างไร้เหตุผลทุกครั้งเมื่อไม่พอใจ ทำให้ลูกกลัวพ่อมาก ไม่กล้าปรึกษาปัญหาใดๆ กับพ่อบังเกิดเกล้ามีเพียงแม่เท่านั้นที่เข้าใจและเห็นใจ แม่คือผู้เสียสละทำทุกอย่างเพื่อครอบครัวแทนที่จะมีพ่อแม่อยู่ เคียงข้างลูก ปกป้องภัยอันตรายกลายเป็นหน้าที่ของแม่แต่ผู้เดียว บ่อยครั้งที่เพื่อนโทรมาปรับทุกข์กับดิฉัน อย่างน้อยเขาก็ได้ระบายความทุกข์ ซึ่งดิฉันยินดีและเต็มใจอย่างยิ่ง เพื่อแบ่งเบาความทุกข์ของเพื่อนรัก ดิฉันเฝ้าปลอบและให้กำลังใจเขาให้ลุกขึ้นเดินต่อไป เขาผ่านสิ่งเลวร้ายมาได้ทุกครั้งจากความดีที่เขา เพียรสร้างมันด้วยความยากลำบาก เขาพบแต่อุปสรรคทุกด้าน ต้องประคองชีวิตครอบครัวให้ยืนหยัดอยู่ได้ ต้องประหยัดเก็บออมเพื่อให้ครอบครัวมั่นคง สามีก็นำปัญหามาให้โดยตลอด มีบุคคลที่สามมักเข้ามาทำลายชีวิตครอบครัว เขาต้องร้องไห้ด้วยความระทมทุกข์ ที่สุดเขาก็พบปัญหาหนักที่สุดคือสามีนอกใจ มีผู้หญิงใหม่เข้าในชีวิต ฝ่ายหญิงโทรศัพท์เข้ามา เรียกร้องสิทธิในการเป็นภรรยาอีกคน เพื่อนของดิฉันตกใจและเสียใจอย่างที่สุด เขาพยายามข่มสติและพูดตกลงกับผู้หญิงคนนั้น เมื่อแน่ใจว่าที่ฟังมานั้นเป็นความจริงที่ฝ่ายตรงข้ามขอมีส่วนแบ่งในทรัพย์สินซึ่งเพื่อนของดิฉันและสามีต้องช่วยกันหามาเป็นเวลาครึ่งชีวิต แต่ก็มีคนมาทวงสิทธิมันไม่ยุติธรรมเลย ดิฉันรู้ว่าเพราะเงินเป็นพระเจ้าของคนที่ไม่มีศีลธรรม อยู่ในจิตใจ ถ้าฝ่ายชายเป็นคนธรรมดาไม่มีชื่อเสียงเกียรติยศ ไม่มีเงิน ใครจะต้องการ ไม่ใช่เงินหรือที่มีอานุภาพเหนือความรัก ดิฉันวิเคราะห์แล้วคนที่เป็นคาทอลิกทั้งสามีและภรรยามักจะไม่พบปัญหานี้บ่อยนัก เพราะได้รับการอบรมสั่งสอนให้มีบทบัญญัติของพระเจ้าในจิตใจ มีความรักและซื่อสัตย์ต่อกัน แต่คนที่ต่างคน ต่างถือศาสนาเขามักจะมองข้ามจุดนี้ไปอย่างน่าเสียดาย มันจึงเกิดปัญหาบ้านแตก สำหรับเพื่อนของดิฉันถึงแม้จะร้องไห้ด้วยความขมขื่นเขายังมีสติ คิดถึงการให้อภัยและคิดถึงลูกซึ่งเป็นโซ่รัก เขาหาเวลาตกลงกับสามีด้วยความสงบ มีสติไม่โวยวายพูดถึงปัญหาต่างๆ ที่จะตามมา ลูกเป็นที่รักของสามีจะเป็นเด็กมีปัญหา เด็กย่อมรับไม่ได้ที่รู้ว่าพ่อมีภรรยาใหม่ เขาต้องสูญเสียความรักของลูกที่มีต่อพ่อแม่อย่างแน่นอน และผู้หญิงคนใหม่ที่เข้ามาในชีวิตไม่ใช่จะรักเขาที่ตัว แต่รักเพราะเงิน ลองไม่ให้อะไรแก่ผู้หญิงๆ ก็จะเอาใจออกห่าง เขาต้องการเพียงสิ่งของและทรัพย์สิน ซึ่งตรงข้ามกับภรรยาที่รักเขาที่ตัวตนไม่ใช่ลาภยศเงินทอง แต่ถ้าเขายังคิดว่าเขาเลือกอีกฝ่าย เพื่อนดิฉันก็จะเป็นฝ่ายแยกทางและจะดูแลลูกเอง ให้เขาคิดไตร่ตรองดูถึงอดีตที่เขาทำร่วมกันจนมีวันนี้ เพื่อนดิฉันสวดและมีความเชื่อต่อพระผู้เป็นเจ้าขอให้เขาได้พบทางสว่างและมีความสุข เวลาผ่านไปไม่นานสามีตัดสินใจเลิกกับหญิงคนใหม่และกลับมาหาเพื่อนของดิฉันและลูก เขาได้คิดแล้วว่าไม่มีใครทำหน้าที่แม่ได้ดีกว่าภรรยาของเขา ที่ใช้ความอดทนมาตลอดชีวิตทำหน้าที่แม่อย่างสมบูรณ์แบบ ปรนนิบัติดูแลสามีอย่างสม่ำเสมอ จิตใจดีต่อญาติและเพื่อนฝูงของสามี รู้จักประหยัดเก็บออม มีความรับผิดชอบสูง เขาจึงสัญญาว่าเขาจะเลิกนิสัยไม่ดีเหล่านั้น และ ตั้งหน้าตั้งตาเป็นสามีและพ่อที่ดีของลูก จนทุกวันนี้ครอบครัวเล็กๆ นี้ก็ได้อยู่กันอย่างผาสุกตามอัตภาพ ไม่มีมารผจญ สามีพาภรรยาไปทุกแห่ง เป็นเงาตามตัวเพราะรู้ว่าตนเองใจไม่แข็งพอ เมื่อมีมารเข้ามาพัวพัน ฝ่ายภรรยาก็สุภาพอ่อนน้อม ให้เกียรติเพื่อนของสามี ทำให้เป็นที่รักใคร่ของเพื่อนๆ ภรรยาไม่เคยพูดถึงอดีตที่ขมขื่นหรือ ถากถางสามีเลย ทำให้สามีสำนึกผิด บทเรียน ที่ซื้อมาด้วยราคาแพงเรื่องนี้จึงเป็นชัยชนะของภรรยาที่ใช้ศิลปะในการครองเรือนที่ใช้ความดี เอาชนะอุปสรรคต่างๆ
หัวเรื่องนี้ คือ คำขวัญประจำค่ายเยาวชนประจำปี ของมิสซังพนมเปญ ซึ่งเพิ่งผ่านไป เมื่อ วันที่ 25-30 สิงหาคม ค.ศ. 2008 เป็นค่ายที่ตอบรับ กับทิศทางประจำปีของมิสซัง ที่เน้นเรื่องเยาวชน โดยมีปีนักบุญเปาโลเป็นแนวทาง เพราะว่าเยาวชนเป็นเหมือนอนาคตของพระศาสนจักรที่นี่ พวกเขาสามารถที่จะเข้าหากันได้ โดยไม่มีอคติรุนแรง เกี่ยวกับเชื้อชาติ พวกเขาสามารถสื่อสารความเชื่อ ให้กับคนอื่นได้ เพราะเขาได้รับการศึกษาพอสมควร ดังนั้น พวกเขาสามารถเข้าหากันและรู้จักกันไม่ยาก ในปีนี้เราจัดโดยตั้งเป้าไว้ประมาณ 300 คน โดยมีเยาวชนรุ่นโตหน่อย มาช่วยเตรียมกิจกรรม โดยมีแม่งานคือ คุณพ่อวีรชัย ศรีประมงค์ ของเรานั่นเอง ปีนี้พิเศษหน่อยตรงที่ เรามีเยาวชน 2 คนที่เพิ่งจบจากสถาบันการศึกษาพัฒนาบุคลากรของพระศาสนจักร จากโครงการ Fundacio ที่ฟิลิปปินส์ โดยทางมิสซังได้ มอบหมายงานให้ดูแลเรื่องเยาวชน ผมสังเกตว่า เยาวชนที่มาร่วมในครั้งนี้ เป็นเด็กรุ่นใหม่เกินครึ่ง ผมไม่ได้ดูแลเยาวชนโดยตรง แต่จากหลายปีที่ผ่านมา ผมรู้สึกว่าเยาวชนที่นี่เปลี่ยนแปลงเร็วมาก พอเริ่มเรียนจบ พวกเขาจะต้องดิ้นรนหางานและมีหลายคนที่มีครอบครัว เยาวชนที่ผมเคยเห็น เมื่อเข้ามาเขมรใหม่ๆ พวกเขาค่อยๆ จากกลุ่มไปแล้ว ที่วัดของผมกลุ่มเยาวชนนี้ก็เพิ่งจะเริ่มใหม่เหมือนกัน หลังจากหยุดไปเกือบปี เพราะเป็นช่วงกำลังผลัดใบ ผมยังได้เชิญเยาวชนที่ได้ไปร่วมงานเยาวชนโลก ได้เข้าร่วมการแบ่งปันประสบการณ์ในครั้งนี้ด้วย และหลายคน ก็พูดด้วยความกล้าหาญต่อหน้าเพื่อนๆ เป็นร้อยๆ คนได้ ผมเริ่มเดือนกันยายน ด้วยความหวังใหม่ ตอนนี้คุณพ่อเจ้าอาวาสตัวจริงกลับมาจากพักผ่อนแล้ว งานก็เริ่มเดินเต็มที่ ซึ่งระหว่างที่คุณพ่อไม่อยู่ หลายเรื่องต้องเก็บไว้ก่อน แต่หลายเรื่องก็ทำให้ผมมีประสบการณ์มากขึ้นในการตัดสินใจ เราเริ่มประชุมกันตั้งแต่ต้นเดือน โดยเริ่มจากพระสงฆ์ในเขตเมืองหลวงก่อน วันต่อมาก็เป็นประชุมพระสงฆ์ที่ทำงานในระดับมิสซัง อีกสองวันต่อมาก็ประชุมกันในกลุ่มเราที่ดูแลวัด เพื่อนำสิ่งที่เราคุยกันในระดับบนมาวางแผนปฏิบัติ ในระดับวัด ผมขอแบ่งปันเป็นเรื่องๆ โดยเริ่มจากปีนักบุญเปาโล ซึ่งมิสซังอื่นๆ ก็กำลังติดตามเรื่องนี้อยู่ เพราะจะมีเอกสาร เครื่องมือ อุปกรณ์ต่างๆ ที่ออกมาเพื่อช่วยในการอภิบาลตามวัด ในการส่งเสริมจิตตารมณ์ ของนักบุญเปาโล ซึ่งเราขาดมาก แต่ก็พยายาม แสวงหากันอย่างสุดความสามารถ อย่างเช่น เราได้ทำโลโก้แจกไปตามวัด มีเอกสารอธิบายบทอ่านที่ 2 ตลอดปี มีเรื่องวิดีทัศน์ มีบทละคร มีหนังสือช่วย แนะนำครูคำสอนเกี่ยวกับเรื่องของนักบุญเปาโล ฯลฯ โครงการเราเริ่มช้าไปหน่อย เพราะคุณพ่อหลายองค์เพิ่งกลับจากพักผ่อนที่ประเทศบ้านเกิด แต่อย่างน้อยโครงการปีนักบุญเปาโลนี้ ก็ช่วยให้เราศึกษาพระคัมภีร์กันมากขึ้น เรื่องทั่วๆ ไป ก็เป็นการขอร้องจากพระสงฆ์เกือบทุกเขตวัด ที่ต้องการให้มีพระสงฆ์หรือซิสเตอร์หรือบราเดอร์ ไปช่วยในกลุ่มคริสตชนที่ไม่ค่อยจะมีพระสงฆ์ไปถวายมิสซา โดยเฉพาะเรื่องคำสอนและงานอภิบาล ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญในการช่วยอบรม คริสตชน โดยเฉพาะคริสตชนที่ไม่สามารถเรียนภาษาเขมรได้ ถ้าคณะไหนได้อ่านบทความนี้ ขออย่ารอช้า รีบตอบจดหมายเชื้อเชิญนี้ รีบติดต่อคณะ ธรรมทูตไทย ซึ่งตอนนี้กำลังเตรียมตัว เปิดหลักสูตร อบรมจิตตารมณ์ธรรมทูต ในเดือนตุลาคมนี้ ติดต่อที่ ศูนย์คณะปีเมแห่งประเทศไทย โทร. 0-2583-8240 หรือคุณพ่ออาดรีอาโน โทร. 08-9829-6208 หรือ ผู้ช่วยคือ คุณพ่อคมทวน สุขสุทิพย์ โทร. 08-9813-6761 นี่ผมเชิญอย่างเป็นทางการอีกครั้ง ในนามของคณะธรรมทูตไทยและของพระศาสนจักรในเขมรนะครับ มีพระสงฆ์แมรี่โนลล์ท่านหนึ่ง ชื่อ คุณพ่อจิม นูนาน ทางมิสซังมอบหมายได้ดูแลกลุ่มคริสตชนที่ใช้ภาษาอังกฤษ ซึ่งตอนนี้กำลังมีปัญหาเรื่องสถานที่คับแคบ เนื่องจากสมาชิกมากขึ้น กลุ่มมิสซาภาษาอังกฤษนี้ เป็นกลุ่มที่เปิดขึ้นเพื่ออภิบาลชาวต่างชาติ ที่เป็นคาทอลิก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวฟิลิปปินส์ โดยเช่าสถานที่ขององค์การ World Vision เป็นที่ ถวายมิสซาซึ่งส่วนใหญ่เป็นเย็นวันเสาร์ ผมไม่ทราบสาเหตุตั้งแต่เริ่ม ว่าเหตุใดไปรวมที่นั่น ในขณะเดียวกัน เมื่อเดือนที่แล้ว ในช่วงบ่ายที่แสนเงียบ ก็มีรถจากสถานทูตเข้ามาในบริเวณวัด บังเอิญเจอผมเพิ่งอ่านหนังสือพิมพ์เสร็จ ก็เลยเจอกัน เป็นชายชาวเกาหลี แต่งตัวภูมิฐาน ผมจำหน้าได้ แต่จำชื่อไม่ได้ ได้เอาจดหมายมาให้ผม เพื่อส่งต่อให้คุณพ่อเจ้าอาวาส โดยได้พูดคร่าวๆ ว่า เขาเป็นตัวแทนของคริสตชนคาทอลิกชาวเกาหลี ที่มาทำงาน ในพนมเปญ ซึ่งได้รับคำแนะนำจากหัวหน้าแขวง เยสุอิต ซึ่งเป็นชาวเกาหลี ให้มาติดต่อสถานที่ที่วัด เพื่อรวมกลุ่มคริสตชนเกาหลีให้มาร่วมมิสซาบูชาขอบพระคุณ ผมได้ฟังแล้วก็รู้สึกตื่นเต้นและดีใจ ที่พวกเขาได้รวมตัวกัน ซึ่งก่อนหน้านี้ได้ทราบจาก พระสงฆ์ธรรมทูตเกาหลีว่า ได้ไปถวายมิสซาให้เป็นครั้งๆ โดยรวมกันที่โรงแรมเดือนละสองครั้ง ครั้งหนึ่งๆ จะมีคาทอลิกเกาหลีมาร่วมมิสซากันประมาณ 60-80 คน ซึ่งมากเป็นสองเท่าของกลุ่มคาทอลิกฝรั่งเศส ที่เรามีอยู่แล้วที่วัดนี้ เราในวัดก็เลยคุยกันว่า จะลองจัดเวลาดู เพื่อรองรับทั้งสองกลุ่มนี้ มันทำให้ผมรู้สึกว่าพระศาสนจักรคาทอลิก เป็น ของทุกชาติจริงๆ น่าเสียดายที่มีคาทอลิกเขมร บางคนพยายามผลักดันให้วัดที่พนมเปญนี้ เป็นของเขมรเท่านั้น(ความตั้งใจดีเหมือนพวกฟาริสีแรกเริ่ม ที่ตั้งใจรักษาธรรมบัญญัติ แต่ตอนหลังกลายเป็น สุดโต่ง) ในความเป็นจริงคือ มันควรจะเปิดรับทุกคน มันอาจเป็นเพราะเรื่องราวความขัดแย้งในอดีตระหว่างเชื้อชาติ เอ๊ะ! แล้วแบบนี้ เขมรกับไทยกำลังมีเรื่องระหองระแหงกันอยู่ที่ชายแดนนี้ จะมากระทบ ถึงผมหรือเปล่าเนี่ยะ ผมกำลังคิดถึงกิจการของ นักบุญเปาโลที่พยายามเปิดเขตแดนของพระศาสนจักร ให้ออกไปเกินขอบเขตของชาวยิว ท่านพยายามอย่างยิ่งที่จะไม่ให้เรื่องธรรมเนียมปฏิบัติของชาวยิวเป็นอุปสรรคต่อชาวต่างชาติ กลับใจมารับความเชื่อ (เทียบกิจการบทที่ 15) พระวาจาสอนให้ผมต้องกล้าหาญมากกว่านี้ ที่จะให้วัดแห่งนี้เปิดรับทุกกลุ่ม และทำให้เป็นวัดของทุกคน
|
|||||||