 เครือข่ายสักการสถานแม่พระของยุโรป 
เดือนแห่งแม่พระ การสวดสายประคำ และเป็นโอกาสที่จะระลึกถึงแม่พระเป็นพิเศษ มีข่าวการประจักษ์ยังสถานที่ต่างๆ มากมาย อุดมศานต์ พาท่านผู้อ่านแวะเยี่ยมเยือนแบบสั้นๆ กับ สักการสถานแม่พระ เฉพาะแถบยุโรป เผื่อพี่น้องท่านใดมีโอกาสแวะเวียนไปเยี่ยมเยือน หรืออยากรับทราบข้อมูลมากขึ้นก็สามารถอ่านจากเว็บไซต์ของสถานที่นั้นๆ และอีเมล์สำหรับติดต่อในโอกาสต่อไป แต่สิ่งที่อุดมศานต์ปรารถนาให้ท่านได้รับทราบมากกว่าคือ ความห่วงใยที่พระแม่มีต่อบรรดาลูกๆ ของพระองค์ และทุกการประจักษ์ที่ตอกย้ำถึงความเชื่อและความศรัทธา ที่ยังต้องถูกเพิ่มเติมอยู่เสมอในชีวิตของบรรดาลูกๆ ของพระแม่ ว่าแล้วก็เชิญทัศนา สักการสถานแม่พระ ตามอัธยาศัยขอรับ
แม่พระแห่งพระหรรษทาน (ประเทศเยอรมนี)
เยอรมนีมีสักการสถานแม่พระที่สำคัญอยู่ 2 แห่งคือ อัลต๊อตติ้ง ที่บาวาเรีย และ เคเวแลร์ ที่อยู่ติดชายแดนประเทศเนเธอแลนด์
ทั้งสองแห่งเป็นสักการสถานแม่พระมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 9 สักการสถานได้มีการเปลี่ยนชื่อใหม่หลังจากอัศจรรย์ที่เกิดขึ้นใน ค.ศ. 1489 เมื่อเด็กคนหนึ่งรอดตายจากการจมน้ำเพราะคำภาวนาที่วิงวอนแม่พระ
รูปปั้นแม่พระเป็นสีดำในท่าอุ้มพระกุมาร
สมเด็จพระสันตะปาปายอห์น ปอล ที่ 2 เสด็จไปแสวงบุญ ณ สักการสถานนี้ เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน ค.ศ. 1980 วันฉลองสักการสถานคือวันที่ 15 สิงหาคม
E-mail: info@altoetting-wallfahrt.de
Website: www.altoetting-wallfahrt.de
แม่พระแห่งผู้ยากไร้ (ประเทศเบลเยียม)
สักการสถานแห่งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่มีการประจักษ์ของแม่พระ 8 ครั้งกับเด็กหญิงอายุ 11 ปีที่มีชื่อว่า มารีเอ๊ต เบโก จากครอบครัวที่ไม่ค่อยจะปฏิบัติศาสนกิจกันเท่าไร การประจักษ์เกิดขึ้นระหว่างวันที่ 15 มกราคม ถึงวันที่ 2 มีนาคม ค.ศ. 1933 ต่อเนื่องมาเป็นเวลา 75 ปีหลังจากการประจักษ์ของแม่พระที่เมืองลูร์ด ต่อไปนี้เป็นคำตรัสของแม่พระบางคำในการประจักษ์ เราคือแม่พระพรหมจารีของคนยากจน ฤดูใบไม้ผลินี้สงวนไว้สำหรับมนุษย์ทุกชาติ เราคือมารดาของพระผู้ไถ่และมารดาของพระเจ้า จงสวดภาวนาให้มาก เรามาเพื่อบรรเทาความทุกข์ จงเชื่อแม่ แล้วแม่จะเชื่อลูก การประจักษ์เป็นที่ยอมรับของพระสังฆราชใน ค.ศ. 1949 สมเด็จพระสันตะปาปายอห์น ปอล ที่ 2 เสด็จไปแสวงบุญ ณ สักการสถานแห่งนี้ เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม ค.ศ. 1985 วันฉลองสักการสถานคือวันที่ 15 มกราคม
E-mail: sanctuaire@banneux-nd.be
Website: www.banneux-nd.be
แม่พระองค์อุปถัมภ์แห่งคริสตชน (ประเทศสโลวาเนีย)
สักการสถานนี้เกิดขึ้นเพราะการบนบานของทหารผู้หนึ่งในสมัยสงครามนโปเลียนในยุโรป
เขาสาบานว่าหากเขามีชีวิตรอดปลอดภัยกลับมาเขาจะสร้างรูปแม่พระ นี่คือเหตุผลที่สักการสถานแห่งนี้มีชื่อว่าสักการสถานแม่พระองค์อุปถัมภ์แห่งคริสตชน
ค.ศ. 2007 ครบ 100 ปีแห่งการสวมมงกุฎแม่พระ
สักการสถานนี้มีการเชื่อมโยงกับสักการสถานในประเทศโครเอเชีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับสักการสถานมารียา บิสตรีกา
สมเด็จพระสันตะปาปายอห์น ปอล ที่ 2 เสด็จแสวงบุญ ณ สักการสถานแห่งนี้ เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม ค.ศ. 1996 วันฉลองประจำปีคือวันที่ 24 พฤษภาคม
E-mail: silvin.krajnc@rkc.si
Website: www.fov.uni-mb.si
แม่พระแห่งคซิคโซมลีโอ (ประเทศโรมาเนีย)
สักการสถานแห่งนี้สร้างขึ้นราว ค.ศ. 1510 ซึ่งแม่พระองค์มหึมาได้รับการเคารพสักการะเรื่อยมา นักบวชคณะฟรังซิสกันดูแลปกครองพื้นที่แห่งนั้นอยู่ประมาณ 100 ปี
สถาปนิกสร้างรูปแม่พระในปางราชินี
วัดในปัจจุบันมีประวัติย้อนหลังไปในศตวรรษที่ 19 ถึงแม้ประเทศจะตกอยู่ในการปกครองของคอมมิวนิสต์ แต่การแสวงบุญก็มีติดต่อกันโดยไม่ขาดสาย
ผู้แสวงบุญเป็นจำนวนมากไปแสวงบุญด้วยการเดินเท้า รวมถึงพี่น้องที่นับถือศาสนาคริสต์นิกายออร์โธดอกซ์ด้วย
การฉลองประจำปีถือวันก่อนวันสมโภชพระจิต (หรือวันที่ 2 กรกฎาคม)
E-mail: asztriz@csiksom.topnet.ro
Websiste: www.csiksomlyo.ro
แม่พระราชินีแห่งโปแลนด์ (ประเทศโปแลนด์)
สักการสถานแห่งนี้สร้างครอบรูปไอคอนแม่พระที่ถูกทำลายเป็นบางส่วนจากสมุนของจันฮุส ค.ศ. 1430 รูปไอคอนได้รับการซ่อมแซมทันทีหลังจากที่ถูกทำลาย แต่ก็ยังคงเก็บรอยชำรุดเดิมไว้ 2 จุด
ในศตวรรษที่ 17 อารามฤาษีที่ถูกทำให้เป็นป้อมติดกับเชิงเขาจัสนาโกราที่อยู่ชายเมืองเชสโตโกวา
มีการต่อต้านการโจมตีของนักรบสวีเดน จากนั้นเป็นต้นมาทั้งอารามและรูปแม่พระไอคอนได้กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความทุกข์และการต่อสู้ของชาวโปแลนด์ สมเด็จพระสันตะปาปายอห์น ปอล ที่ 2 เสด็จมาแสวงบุญที่นี่หลายครั้ง วันฉลองสักการสถานคือวันที่ 26 สิงหาคม ข้าแต่พระแม่ ราชินีแห่งโปแลนด์ ลูกอยู่ข้างแม่ ลูกจำเรื่องราวในอดีตได้ ลูกจะเฝ้าระวัง
E-mail: centrum.informacji@jasna.gora.pl
Website: www.jasnagora.pl
มาดอนนาดำแห่งเอนซีเดน (ประเทศสวิตเซอร์แลนด์)
ประวัติของเอนซีเดนเกิดขึ้นพร้อมกันกับนักบุญเมนราด ผู้เป็นฤาษีและมรณสักขีในศตวรรษที่ 9 พระรูปแม่พระนี้เป็นมาดอนนาสีดำ สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 15 สวมอาภรณ์ที่ประดับประดาด้วยเพชรนิลจินดา
เอนซีเดนเป็นอารามฤาษีคณะเบเนดิกตินที่มีชื่อเสียงโด่งดังและเป็นจุดแวะสำคัญสำหรับผู้แสวงบุญที่จะไปยังมหาวิหารเซนต์เจมส์แห่งกอมโปสเตลลา วันฉลองนักบุญองค์อุปถัมภ์ของสักการสถานคือวันที่ 15 สิงหาคม ตั้งแต่ ค.ศ. 1547 เป็นต้นมาฤาษีแห่งเอนซีเดนขับร้องบทเพลง ซัลเว เรยีนา ในวัดน้อยของแม่พระทุกวันหลังการทำวัตรตอนเย็นเวลา 16.50 น. สมเด็จพระสันตะปาปายอห์น ปอล ที่ 2 เสด็จไปแสวงบุญที่สักการสถานแม่พระแห่งนี้ตั้งแต่วันที่ 14 ถึงวันที่ 16 มิถุนายน ค.ศ. 1984
E-mail: wallfahrt@kloster-einsiedeln.ch
Website: www.kloster-einsiedeln.ch
ราชินีแห่งสันติภาพและของโลก-ฟาติมา (ประเทศโปรตุเกส)
สักการสถานแห่งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่เทวทูตประจักษ์มา 3 ครั้งใน ค.ศ. 1916 และแม่พระประจักษ์มาอีก 6 ครั้งในทุกวันที่ 13 ของเดือนนับตั้งแต่วันที่ 13 พฤษภาคม จนถึงวันที่ 13 ตุลาคม ค.ศ. 1917 เด็กน้อย 3 คนคือ ยาชินทา ฟรังซิสโก และลูซีอา ซึ่งตอนนั้นมีอายุเพียง 7 ถึง 10 ขวบ ลูซีอาเสียชีวิตลงใน ค.ศ. 2005 แม่พระทรงประจักษ์มาในรูปแบบราชินีแห่งสายประคำพร้อมด้วยดวงหทัยที่ล้อมรอบด้วยมงกุฎหนามและลุกเป็นไฟ แม่พระขอให้
คริสตชนสวดสายประคำ ใช้โทษบาป เพื่อการกลับใจของประเทศรัสเซีย
วันที่ 13 พฤษภาคม ค.ศ. 1946 สมเด็จพระสันตะปาปาปีโอ ที่ 12 ทรงประกาศให้แม่พระแห่งฟาติมาเป็น ราชินีแห่งสันติภาพและของโลก สมเด็จพระสันตะปาปายอห์น ปอล ที่ 2 เสด็จแสวงบุญครั้งแรกที่ฟาติมาเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม ค.ศ. 1982 หนึ่งปีหลังจากที่พระองค์ถูกลอบปลงพระชนม์ที่จัตุรัสเซนต์ปีเตอร์ พระองค์เสด็จกลับไปแสวงบุญอีกหลายครั้ง วันฉลองสักการสถานคือวันที่ 13 พฤษภาคม
E-mail: reitoria@santuario-fatima.pt
Website: www.santuario-fatima.pt
พระมารดาแห่งยุโรป (ประเทศยิบรอลต้าร์)
มีสักการสถานเล็กแห่งหนึ่งตั้งอยู่บนศิลาที่หันหน้าสู่ทะเล สักการสถานแห่งนี้มีชื่อว่าพระมารดาแห่งยุโรปเพื่อเป็นการระลึกถึงการขับไล่แขกมัวร์ออกไปใน ค.ศ. 1309 สถานที่แห่งนี้ถูกอังกฤษยึดครองตั้งแต่ค.ศ. 1704 จนกระทั่งถึง ค.ศ. 1961 และถูกนำไปใช้เป็นค่ายทหาร ต่อมา ค.ศ. 1979 สมเด็จพระสันตะปาปา ยอห์น ปอล ที่ 2 ทรงเลื่อนวันฉลองพระมารดาแห่งยุโรปออกไปเป็นวันที่ 5 พฤษภาคม ซึ่งเป็นวันยุโรปที่สักการสถานน้อยนี้จะมีพิธีมิสซาบูชาขอบพระคุณทุกเย็นเพื่อสันติภาพ
E-mail: europesshrine@hotmail.com
Website: www.catholicdiocese.GI
พระมารดา-ราชินีแห่งไอร์แลนด์ (ประเทศไอร์แลนด์)
สักการสถานเป็นผลอันสืบเนื่องมาจากการประจักษ์ของแม่พระในวันที่ 21 สิงหาคม ค.ศ. 1879 ต่อ 15 คนที่มีอายุแตกต่างกัน
การประจักษ์กินเวลา 2 ชั่วโมง
แม่พระมีผู้ติดตามมาด้วยคือ นักบุญยอแซฟและนักบุญยอห์นผู้นิพนธ์พระวรสาร การประจักษ์นั้นมีพระแท่นพร้อมกับไม้กางเขนและลูกแกะบนพระแท่นที่ห้อมล้อมด้วยบรรดาเทวทูตที่ต่างพากันน้อมนมัสการ
สมเด็จพระสันตะปาปายอห์น ปอล ที่ 2 เสด็จแสวงบุญ ณ สักการสถานนี้ เมื่อวันที่ 30 กันยายน
ค.ศ. 1979
วันฉลองแม่พระแห่งน็อค คือวันที่ 21 สิงหาคม
E-mail: info@knock-shrine.ie
Website: www.knock-shrine.ie
แม่พระแห่งการเสด็จเยี่ยม (ประเทศสโลวาเกีย)
สักการสถานสร้างขึ้นรอบรูปปั้นแม่พระที่แต่งด้วยอาภรณ์แสงพระอาทิตย์และย้อนไปในศตวรรษที่ 15 ที่นี่มีวัดน้อยแล้วที่สร้างขึ้นตั้งแต่ ค.ศ. 1247
แต่วัดน้อยที่อยู่ในปัจจุบันสร้างขึ้นเมื่อ ค.ศ. 1903
การเดินทางมาแสวงบุญเกิดขึ้นอย่างไม่ขาดสายแม้ในช่วงที่คอมมิวนิสต์ยึดครอง
ฉลองสักการสถานคือวันที่ 2 กรกฎาคม ซึ่งเป็นวันสมโภชแม่พระเสด็จเยี่ยมนักบุญเอลิซาเบ็ธ
E-mail: mtm1@stonline.sk
Website: www.levoca.sk
บ้านศักดิ์สิทธิ์ โลเรโต (ประเทศอิตาลี)
สักการสถานนี้มีการสร้างขึ้นเมื่อตอนที่กำแพงบ้านที่แม่พระเคยอาศัยอยู่ที่นาซาเร็ธเดินทางมาถึง
ในโอกาสวันฉลองเทวทูตแจ้งสารและการเสด็จมารับสภาพมนุษย์ของพระคริสตเจ้า พระธาตุนี้ถูกนำมายังประเทศอิตาลีตอนสิ้นสงครามครูเสดโดยมีนิเชฤโฟเร อันเยลีเป็นเจ้าของ ซึ่งเป็นนิทานปรัมปราเล่ากันว่าเทวทูตเป็นผู้ขนกำแพงดังกล่าวมายังอิตาลี
ตำนานเล่ากันสืบทอดมาว่าการขนย้ายดังกล่าวเกิดขึ้นในวันที่ 10 ธันวาคม ค.ศ. 1294 โลเรโตเป็นสถานที่แสวงบุญที่มีความสำคัญที่สุดแห่งหนึ่งในยุโรป สมเด็จพระสันตะปาปายอห์น ที่ 23 ทรงเลือกสถานที่นี้เป็นแห่งแรกสำหรับการแสวงบุญนอกกรุงโรมของพระองค์ (4 ธันวาคม ค.ศ. 1962) และตั้งแต่ ค.ศ. 1870 เป็นต้นมาสมเด็จพระสันตะปาปา ยอห์น ปอล ที่ 2 ทรงไปแสวงบุญที่โลเรโตถึง 5 ครั้งด้วยกัน
วันฉลองสักการสถานคือวันที่ 10 ธันวาคม
E-mail: santuarioloreto@tin.it
Website: www.santuarioloreto.it
แม่พระปฏิสนธินิรมล - ลูร์ด (ประเทศฝรั่งเศส)
สักการสถานเกิดขึ้นเนื่องมาจากการประจักษ์ของแม่พระต่อแบร์นาแด๊ต ซูบีรูส์ 18 ครั้ง ในระหว่างวันที่ 11 กุมภาพันธ์ ถึงวันที่ 16 กรกฎาคม ค.ศ. 1858 ในวันที่ 25 มีนาคม แม่พระทรงบอกพระนามของพระแม่ว่า เราคือผู้ปฏิสนธินิรมล และข้อความเชื่อนี้ได้รับการประกาศโดยสมเด็จพระสันตะปาปาปีโอ ที่ 9 ในวันที่ 8 ธันวาคม ค.ศ. 1854
การประจักษ์ดังกล่าวได้รับการยืนยันว่าเป็นความจริงใน ค.ศ. 1862สมเด็จพระสันตะปาปายอห์น ปอล ที่ 2 เสด็จไปแสวงบุญที่ลูร์ด 2 ครั้งในวันที่ 14 และ 15 สิงหาคม ค.ศ. 1983 และ ค.ศ. 2004
ฉลองสักการสถานคือวันที่ 11 กุมภาพันธ์
E-mail: rectorat@lourdes-france.com
Website: www.lourdes-france.com
แม่พระแห่งมารีอาปอค (ประเทศฮังการี)
ความศรัทธาเริ่มขึ้นตั้งแต่ ค.ศ. 1675 เมื่อคนพื้นเมืองคนหนึ่งนำเอารูปไอคอนของแม่พระมาถวายเป็นการโมทนาคุณที่ตนได้รับการปลดปล่อยจากพวกเติร์ก
ใน ค.ศ. 1696 พระรูปไอคอนทรงร่ำไห้ติดต่อกันเป็นเวลาหลายวัน มีผู้พบเห็นที่น่าเชื่อถือได้เป็นพยานหลายคน
จักรพรรดิแห่งออสเตรียสั่งให้นำพระรูปไอคอนไปไว้ที่เวียนนาแล้วนำเอารูปที่เป็นสำเนามาไว้แทน รูปสำเนาใหม่นี้ก็ร่ำไห้อีกเช่นกันในปี ค.ศ. 1715 และค.ศ. 1905
สถานที่แห่งนี้ใช้พิธีกรีก/โรมัน แต่ก็เปิดให้ทุกคนเข้าชมได้สมเด็จพระสันตะปาปายอห์น ปอล ที่ 2 เสด็จไปแสวงบุญที่นี้ เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม ค.ศ. 1991
ฉลองสักการสถานคือวันที่ 1 ตุลาคม
E-mail: zarandokhaz@freemail.hu
Website: www.bucsujaras.hu/mariapocs/
พระมารดาผู้ยิ่งใหญ่แห่งออสเตรีย (ประเทศออสเตรีย)
สักการสถานแห่งนี้สร้างขึ้นโดยฤาษีผู้หนึ่งที่มีนามว่ามาญูสที่เจ้าอธิการส่งให้ไปอภิบาลประชาชน มาญูสนำเอารูปปั้นแม่พระติดตัวไปด้วย ตามเส้นทางที่เขาเดินไปมีหินก้อนมหึมาขวางทางของเขา เขาจึงวางรูปปั้นแม่พระลงแล้วจัดการสร้างกระท่อมเล็กๆ สำหรับแม่พระและสำหรับตนเอง
มารีอาเซลเป็นสักการสถานแม่พระที่สำคัญที่สุดของจักรภพออสเตรีย/ฮังการี
สมเด็จพระสันตะปาปายอห์น ปอล ที่ 2 เสด็จไปแสวงบุญที่นี้ เมื่อวันที่ 13 กันยายน ค.ศ.1983
ฉลองสักการสถานคือวันที่ 8 กันยายน
E-mail: office@basilika-mariazell.at
Website: www.basilika.mariazell.at
แม่พระแห่งหิมะ (ประเทศโครเอเชีย)
สักการสถานสร้างขึ้นล้อมรอบแม่พระอุ้มพระกุมารที่สร้างขึ้นด้วยศิลปะอันเป็นที่นิยมกันในศตวรรษที่ 15
สักการสถานนี้มักจะถูกพวกเติร์กคุกคามบ่อยๆ รูปปั้นจึงถูกนำเอาไปซ่อนและถูกค้นพบใน 2 โอกาสด้วยกันในศตวรรษที่ 16 และ 17
บริเวณที่ศักดิ์สิทธิ์ถูกสร้างขึ้นอย่างกว้างขวางเพื่อใช้เป็นที่ฟังแก้บาป
สมเด็จพระสันตะปาปายอห์น ปอล ที่ 2 เสด็จไปแสวงบุญเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม ค.ศ. 1998
การฉลองสักการสถานทำกันจากวันที่ 1 ถึงวันที่ 6 สิงหาคม (และการฉลองอีกครั้งหนึ่งทำกันในวันที่ 13 กรกฎาคม
Website: www.marija-bistrica.hr
แม่พระแห่งเมลลีเอฮา (ประเทศมอลต้า)
สักการสถานนี้เกิดจากความเชื่อที่เล่าขานต่อติดต่อกันมาแต่โบราณถึงนักบุญลูกาผู้ที่เดินทางติดตามไปกับนักบุญเปาโลเกิดเรือแตกจึงพักอยู่ที่เกาะมอลต้าชั่วคราว เรื่องนี้เกิดขึ้นราว ค.ศ. 60 และนักบุญลูกาก็เป็นผู้ที่วาดรูปแม่พระนี้ขึ้น รูปที่นักแสวงบุญพากันมาสวดภาวนาวิงวอนนี้อยู่ภายในถ้ำซึ่งเป็นจุดศูนย์กลางแห่งสักการสถานและมีประวัติความเป็นมาตั้งแต่ราวศตวรรษที่ 12 หรือ 13 รูปภาพดังกล่าววาดลงบนก้อนหิน ประชาชนที่อาศัยอยู่บนเกาะมอลต้าจะพากันมาสวดภาวนาที่สักการสถานนี้ทุกครั้งที่เกาะของพวกเขาได้รับการคุกคามจากพวกแขกคอร์แซร์หรือแขกเติร์ก หรือในยามที่เกิดภัยธรรมชาติแห้งแล้ง
สมเด็จพระสันตะปาปายอห์น ปอล ที่ 2 เสด็จไปแสวงบุญที่สักการสถานนี้ เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม ค.ศ. 1990
ฉลองประจำปีคือวันที่ 8 กันยายน
E-mail: dkmercieca@global.net.mt
Website: www.visitmalta.com/it/museum
แม่พระ-ประตูแห่งรุ่งอรุณ (ประเทศลิธัวเนีย)
สักการสถานแห่งนี้สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 17 บรรจุพระรูปแม่พระที่ไม่ได้อุ้มพระกุมาร ภาพวาด
ดังกล่าวประดิษฐานไว้ ณ ประตูเมือง ซึ่งได้รับการขานพระนามว่า ประตูแห่งรุ่งอรุณ
ชาวเมืองนับถือแม่พระปางนี้ว่าเป็น พระมารดา แห่งความเมตตา และจะพากันมาสวดภาวนากันเสมอเพื่อตนเองและเพื่อความคุ้มครองเมือง
เขาสร้างวัดน้อยขึ้นเพื่อบรรจุพระรูปที่ตั้งอยู่บนเนินและมีบันไดทอดไปสู่วัดน้อยนั้น สักการสถานแห่งนี้เป็นที่เคารพศรัทธาของทั้งคาทอลิกออร์โธดอกซ์ และโปรเตสแตนต์นิกายลูเธอแรน สมเด็จพระสันตะปาปายอห์น ปอล ที่ 2 เสด็จไปแสวงบุญ ณ ที่นี้ เมื่อวันที่ 4 กันยายน ค.ศ. 1993
วันฉลองสักการสถานคือวันที่ 16 พฤศจิกายน ของทุกปี
E-mail: andi@delfi.lt
Website: www.turismas.vilnius.lt
บ้านศักดิ์สิทธิ์แห่งพรหมถือสาร (ประเทศอังกฤษ)
สักการสถานแห่งนี้สร้างขึ้นใน ค.ศ. 1061 เมื่อแม่พระทรงขอร้องให้สร้างบ้านดุจบ้านครอบครัวศักดิ์สิทธิ์ที่นาซาเร็ธ และนี่คือเหตุที่ผู้คนพากันเรียกสถานที่นี้ว่าเป็น นาซาเร็ธแห่งอังกฤษ
ในช่วงของการปฏิรูปในศตวรรษที่ 16 สักการสถานแห่งนี้ถูกทำลายและพระรูปแม่พระถูกเผา แต่ความศรัทธาต่อพระรูปนี้เริ่มขึ้นใหม่ใน ค.ศ. 1897
สำหรับทุกวันนี้ที่เมืองวอลซิงแฮมมีทั้งสักการสถานที่เป็นของคาทอลิกและของโปรเตสแตนต์ มีการประชุมเสวนาเพื่อความเป็นเอกภาพของคริสตชนกันบ่อยๆ
รูปปั้นแม่พระแห่งวอลซิงแฮมถูกนำมาประดิษฐานที่สนามกีฬาเวมบลี้ในนครลอนดอน
ตอนที่สมเด็จพระสันตะปาปายอห์น ปอล ที่ 2 เสด็จเยือนประเทศอังกฤษระหว่างวันที่ 28 พฤษภาคม ถึงวันที่ 2 มิถุนายน ค.ศ. 1982
ฉลองพระแม่แห่งวอลซิงแฮมคือวันที่ 24 กันยายน
E-mail: dirtectorns@walsingham.org.uk
Website: www.walsingham.org.uk
แม่พระแห่งเสา (ซาราโกซา) (ประเทศสเปน)
สักการสถานแห่งนี้เกิดจากความเชื่อที่เล่าต่อกันมาว่าแม่พระได้ประจักษ์มาหานักบุญเจมส์อัครสาวกใน ค.ศ. 40 เพื่อให้กำลังใจท่านนักบุญในการประกาศ พระวรสาร ชื่อของสักการสถานได้กลายเป็นชื่อแรกที่นิยมกันสำหรับประชาชนในสเปน คือ pillar-เสา เพราะนี่คือจุดที่แม่พระทรงประจักษ์มา
แม่พระแห่งเสาคือองค์อุปถัมภ์ของประเทศสเปนและประเทศอื่นๆ ที่พูดภาษาสเปน
สมเด็จพระสันตะปาปายอห์น ปอล ที่ 2 ทรงแวะที่เมืองซาราโกซา เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม ค.ศ. 1984 ระหว่างทางที่พระองค์กำลังเสด็จไปเยือนสาธารณรัฐดอมินิกันในทวีปอเมริกากลาง
ฉลองประจำปีของสักการสถานคือวันที่ 12 ตุลาคม
Website: www.ewtn.com/spanish/maria/Nuestra
พระมารดาพระเจ้าแห่งซาร์วานีเซีย (ประเทศยูเครน)
สักการสถานนี้เกิดขึ้นเพราะความศรัทธาต่อพระรูปไอคอนของแม่พระในศตวรรษที่ 13 สักการสถานจารีตกรีก/คาทอลิกแห่งนี้ได้ถูกทำลายลงใน ค.ศ. 1944
ต่อมามีการสร้างขึ้นใหม่ใน ค.ศ. 1991 ซึ่งมีการสร้างพิพิธภัณฑ์แห่งการเบียดเบียนทรมานเอาไว้ด้วย สถานที่นี้เป็นที่นิยมไปแสวงบุญกันจากคริสตชนออร์โธดอกซ์เป็นส่วนใหญ่
ค.ศ. 2006 เขามีการรณรงค์กันด้วยหัวข้อ ความเชื่อของเยาวชน ผู้แสวงบุญเป็นจำนวนมากเดินทางด้วยเท้าไปยังสักการสถานแห่งนี้
สมเด็จพระสันตะปาปายอห์น ปอล ที่ 2 เสด็จไปเยือนเมืองเคียฟ ซึ่งเขานำเอาพระรูปของพระมารดาพระเจ้าจากเมืองซาร์วานีเซียไปต้อนรับพระองค์ด้วย
วันฉลองสักการสถานคือวันอาทิตย์หลังวันฉลองนักบุญเปโตรและเปาโล
E-mail: aromankiv@yahoo.com
 ย้อนรอยเส้นทางแพร่ธรรมของสังฆมณฑลราชบุรี ตอนที่ 2  
โอกาสฟื้นฟูจิตใจของพระสงฆ์ 6 สังฆมณฑล (กรุงเทพฯ จันทบุรี ราชบุรี นครสวรรค์ เชียงใหม่ และสุราษฎร์ธานี) ระหว่างวันที่ 8-10 กรกฎาคม ค.ศ. 2008
สืบเนื่องมาจากตอนที่แล้วที่พระสงฆ์จาก 6 สังฆมณฑล อันประกอบไปด้วย อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ สังฆมณฑลจันทบุรี สังฆมณฑลราชบุรี สังฆมณฑลนครสวรรค์ สังฆมณฑลเชียงใหม่ และสังฆมณฑลสุราษฎร์ธานี จัดให้มีการฟื้นฟูจิตใจ และแสวงบุญร่วมกันในวันที่ 2 ของการฟื้นฟูจิตใจนี้
ตอนที่แล้วเราเริ่มเดินทางจากบ้านผู้หว่าน สามพราน ไปสู่วัดอัครเทวดามีคาแอล ดอนกระเบื้อง และลงเรือที่ตลาดน้ำดำเนินสะดวก วันนี้ผมจะพา ท่านผู้อ่านย้อนรอยเส้นทางแพร่ธรรม ของสังฆมณฑลราชบุรีต่อไป ขึ้นจากเรือแล้วเราไปอาสนวิหาร
กันครับ
สถานที่ 3 อาสนวิหารแม่พระบังเกิด บางนกแขวก
บ่ายกว่าแล้ว อาหารถูกเตรียมไว้ครบครันทั้งของคาวหวาน ณ บริเวณศาลาประชาคม อนุสรณ์ 200 ปีรัตนโกสินทร์ อาคารติดกับประตูใหญ่ด้านหน้า เป็นที่เลี้ยงรับรองพวกเรา ขนมไทยๆ ถูกจัดวางเรียงไว้สวยงาม โต๊ะจีนแบบบุฟเฟ่ต์ คือนั่งโต๊ะกลม แต่ไปตักอาหารมาทานเอง มีก๋วยเตี๋ยวจานเด็ด และหอยทอดฝีมือของนักเรียนโรงเรียนดรุณานุเคราะห์ ตลอดการรับประทานอาหารมื้อเที่ยงนอกจากอาหารหลากรส ยกมาเสิร์ฟตลอดเวลา ยังมีมะพร้าวน้ำหอมหวานชื่นใจ โดยมีคุณพ่อจากสังฆมณฑลราชบุรีมาสาธิตวิธีจะทานเนื้อมะพร้าวต้องทำอย่างไร ผมเนื่องจากเป็นมือใหม่หัดปลอก นั่งดูเฉยๆ จะดีกว่า
เด็กน้อยวงดนตรีไทย บรรเลงเพลงบนเวทีน่ารัก ผู้ใหญ่ หรือสภาภิบาลยืนอยู่ข้างหน้าจัดขนม แยกออกเป็นถุงๆ เพื่อให้เรานำกลับไปทานต่อที่บ้าน มีขนมกล้วยหอมอบกรอบ เบรคระเบิด แปลกตาดี
ฟ้าครึ้มฝน พวกเราพระสงฆ์ที่ร่วมแสวงบุญครั้งนี้ต่างทยอยเดินเข้าไปในวัด เยี่ยมชมความงามของอาสนวิหารก่อนที่จะได้รับฟังเรื่องราวการเดินทางความเชื่อของชุมชนที่นี่
กำเนิดอาสนวิหารแม่พระบังเกิด บางนกแขวกเมื่อ ค.ศ. 1835 พระสังฆราชกูร์เวอซี ซึ่งปกครองคาทอลิกในประเทศไทย ลาว เขมร มลายู และพม่าบางส่วน ได้เดินทางไปเยี่ยมชาวคาทอลิกในสิงคโปร์ซึ่งอยู่ในความปกครองของท่านด้วย ท่านได้พบกับพระสงฆ์องค์หนึ่งชื่อคุณพ่ออัลบรังค์ ได้สอนคนจีนในสิงคโปร์ให้เป็นชาวคาทอลิกราว 200 คน ในระยะ 1 ปี ท่านจึงขอร้องคุณพ่อองค์นี้ให้เดินทางจากสิงคโปร์เข้ามาในประเทศไทย เพื่อสอนคนจีนที่อยู่ในกรุงเทพมหานครมากมายให้เป็นคาทอลิก คุณพ่ออัลบรังค์ได้ออกเดินทางจากสิงคโปร์ ในปี 1836 เดินทางด้วยเท้าบ้าง ขี่ช้างบ้าง อาศัยเรือใบบ้าง เป็นเวลาแรมเดือน เพื่อเข้าไปถึงกรุงเทพมหานคร ขณะที่ผ่านตามลำน้ำแม่กลอง ท่านได้พบหมู่บ้านคาทอลิกจีนกลุ่มหนึ่ง อยู่ในคลองตำบลสี่หมื่น มีอยู่ 5 หลังคาเรือน เป็นจีนที่ย้ายมาจากวัดกาลหว่าร์ทั้งนั้น ย้ายมาหักล้างถางพงเพื่อหาเลี้ยงชีพด้วยการทำสวนผัก ตามนิสัยคนจีนซึ่งนอกจากค้าขายก็ทำสวน คาทอลิกกลุ่มนี้มีหัวหน้าชื่อนายฟรังซิสโก ไง้ เป็นคนศรัทธามีความเชื่อมั่นคงแม้จะอยู่ห่างวัด ห่างพระสงฆ์ก็ตักเตือนลูกหลานญาติพี่น้องให้สวดภาวนาทุกวัน เชื่อไว้ใจ และรักพระอยู่เสมอ เพราะความศรัทธาและความเชื่อมั่นคงนี้เอง พระจึงดลบันดาลให้คุณพ่ออัลบรังค์เดินทางผ่านหมู่บ้านนี้ ท่านได้พักอยู่กับเขาครึ่งเดือน เตือนสอนให้เขามั่นคงในความเชื่อต่อไป และโปรดศีลล้างบาปแก่เด็กหลายคนที่เป็นลูกหลานของเขา ท่านสัญญาว่าจะกลับมาเยี่ยมเขาอีก เมื่อเดินทางไปถึงกรุงเทพมหานครแล้ว
เมื่อคุณพ่ออัลบรังค์ไปถึงกรุงเทพมหานคร แล้ว ก็ได้รับแต่งตั้งให้ประจำดูแลสัตบุรุษคริสตังจีนวัดกาลหว่าร์ แต่ท่านก็พยายามหาโอกาสไปเยี่ยมคาทอลิกที่อพยพไปทำมาหากินในบริเวณวัดนครชัยศรีปัจจุบันนี้ แล้วเดินทางไปเยี่ยมคริสตังที่คลองสี่หมื่น (บางนกแขวก) ด้วย ราวปีละ 3 หรือ 4 ครั้งเป็นประจำทุกปี ระหว่างที่ท่านอยู่ สัตบุรุษก็มาประชุมกันวันละครั้ง สวดภาวนาพร้อมกัน ร่วมมิสซา ฟังเทศน์ คุณพ่อก็พร่ำสอน ย้ำถึงข้อสำคัญของ
พระศาสนาให้ทุกคนเข้าใจดีและถืออย่างจริงจัง โปรดศีลล้างบาปแก่เด็กๆ ลูกคริสตัง และผู้ใหญ่
ที่กลับใจใหม่ เมื่อคุณพ่อจากไปแล้วก็มอบหน้าที่ให้ซินแซ คือนายฟรังซิสโก ไง้ แปลคำสอนให้แก่เด็ก และคนกลับใจใหม่ จำนวนคริสตังค่อยๆ ทวีขึ้นเป็นลำดับ อาศัยเด็กลูกคริสตังเกิดใหม่ กับผู้ใหญ่ยอมกลับใจอยู่เสมอ
ปี 1846 คุณพ่ออัลบรังค์ได้รับแต่งตั้งเป็นพระสังฆราชแห่งประเทศจีน พระสังฆราชปัลเลอกัวซ์ได้แต่งตั้งคุณพ่อดือปองด์ ทำหน้าที่ดูแลคริสตังจีนที่วัดกาลหว่าร์ นครชัยศรี บางนกแขวก และดอนกระเบื้องแทนคุณพ่ออัลบรังค์ คุณพ่อดือปองด์ได้เดินทางเยี่ยมคริสตังด้วยความขยันขันแข็งมิรู้เหน็ดเหนื่อยเลย และพระก็ตอบแทนความเหน็ดเหนื่อยของท่านด้วยทวีจำนวนคริสตังให้มากขึ้น
ปี 1846 คุณพ่อดือปองด์เห็นว่าจำนวนคริสตังที่สี่หมื่น (บางนกแขวก) นั้นทวีมากขึ้นอย่างรวดเร็ว ท่านจึงแนะนำให้สัตบุรุษช่วยกันสร้างวัดขึ้นในที่ดินของนายฟรังซิสโก ไง้ เป็นเรือนไม้ หลังคามุงด้วยใบจาก วัดนี้สร้างขึ้นด้วยน้ำพักน้ำแรงของสัตบุรุษเอง ทางมิสซังได้บริจาคเงินช่วยบ้างเล็กน้อยเท่านั้น วัดนี้สร้างในปี 1846พระสังฆราชปัลเลอกัวซ์ได้มาเยี่ยมสัตบุรุษบางนกแขวกเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่สัตบุรุษบางนกแขวกได้มีกำเนิดมาเมื่อปี 1847 พระสังฆราชได้เสกวัดและโปรดศีลกำลังแก่เด็กและผู้หญ่เป็นจำนวนมาก ในปีนี้สำรวจสัตบุรุษได้ราว 200 คนแล้ว
วัดศาลาแดง วัดรางยาว วัดบางนกแขวก
คุณพ่อดือปองด์ได้ประจำอยู่ที่วัดกาลหว่าร์และเดินทางมาเยี่ยมสัตบุรุษบางนกแขวกปีละ 4 ครั้ง ตั้งแต่ปี 1846-1850 งานสำคัญของคุณพ่อที่บางนกแขวกคือสร้างวัดที่ตำบลสี่หมื่น ประชาชนทั่วไปเรียกกันว่า วัดศาลาแดง เพราะฝาหน้าต่างและประตูวัดทาด้วยน้ำมันยางปนสีแดง มองไปแล้วแดงหมดทั้งหลัง จึงเรียกตามลักษณะของอาคารว่า วัดศาลาแดง แต่หลายคนเรียกว่า วัดรางยาว เพราะวัดนี้ตั้งอยู่ริมคลอง ที่ชาวจีนขุดติดต่อกับแม่น้ำ เพื่อใช้น้ำทำสวนผักเรียกว่า คลองรางยาว ในสมัยของคุณพ่อองค์นี้ จำนวนสัตบุรุษทวีขึ้นอย่างน่าปลื้มใจ ทั้งนี้เพราะคุณพ่อรู้ภาษาจีนดีมาก และเป็นผู้เข้าสังคมกับชาวจีนได้อย่างแนบเนียน จึงสามารถชักชวนชาวจีนที่บางนกแขวกให้เข้าเป็นคริสตังได้มาก
ปี 1850 จำนวนสัตบุรุษคริสตังแทบทุกแห่งเพิ่มขึ้นมาก จนพระสงฆ์ต้องอยู่ประจำเพื่อดูแลสัตบุรุษในวัดหนึ่งๆ คุณพ่อดือปองด์ต้องอยู่ประจำดูแลสัตบุรุษวัดกาลหว่าร์ ไม่สามารถไปเยี่ยมสัตบุรุษที่อื่นได้ดังแต่ก่อน พระสังฆราชปัลเลอกัวซ์จึงได้แต่งตั้งคุณพ่อมาแรงเป็นผู้ดูแลสัตบุรุษวัดนครชัยศรี บางนกแขวก และดอนกระเบื้อง แทนคุณพ่อดือปองด์ คุณพ่อมาแรงมาพักอยู่ที่วัดกาลหว่าร์มีหน้าที่เดินทางเยี่ยมสัตบุรุษตามวัดต่างๆ
เมื่อมาที่สี่หมื่นได้พบจำนวนคริสตังมากมายราว 300 คนแล้ว เห็นว่าวัดก็เล็ก สถานที่ก็คับแคบเพราะเนื้อที่ร่องสวนทั้งนั้นในบริเวณบ้านนายฟรังซิสโก ไง้ ท่านจึงได้ย้ายวัดศาลาแดง หรือรางยาวจากสี่หมื่นมาปลูกที่ปากคลองบางนกแขวก ท่านเห็นว่าทำเลดีมาก เนื่องด้วยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ได้ทรงขุดคลองดำเนินสะดวก เป็นคลองยาวมากเชื่อมแม่น้ำแม่กลอง สถานที่ตรงนี้ด้านหนึ่งติดแม่น้ำอีกด้านหนึ่งติดคลองบางนกแขวก อีกสองด้านเป็นป่ามีเนื้อที่กว้างขวางมาก ในป่านี้มีนกชนิดหนึ่งอยู่มากมายเรียกกันว่า นกแขวก ฉะนั้นเมื่อพวกคริสตังอพยพมาหักร้างถางพงเพื่อปลูกสร้างวัดใหม่ จึงเรียกชื่อสถานที่ว่า บางนกแขวก และชื่อนี้ก็ใช้เป็นชื่อตำบล ชื่อคลอง ชื่อวัด มาจนถึงทุกวันนี้ โดยการนำของคุณพ่อมาแรง เมื่อจัดเตรียมที่ดินเตียนเรียบร้อยแล้วก็ย้ายวัดเก่ามาปลูกใหม่ ขยายให้ใหญ่กว่าและปรับปรุงให้งดงามกว่าเดิมด้วยและตั้งชื่อวัดว่า วัดแม่พระบังเกิด บางนกแขวก วัดสร้างอยู่ริมคลองบางนกแขวก นับเป็นวัดแท้จริงมีผู้อุปการะคือ แม่พระบังเกิด และเริ่มมีบัญชีประจำวัดคือบัญชีศีลล้างบาป ศีลกำลัง ศีลกล่าว บัญชีคนตาย ฯลฯ ซึ่งก่อนนั้น พระสงฆ์โปรดศีลศักดิ์สิทธิ์แก่สัตบุรุษแล้วก็เขียนไว้ในบัญชีที่วัดกาลหว่าร์
ปี 1850 สัตบุรุษวัดบางนกแขวก ก็มีวัดเป็นของตนเองอย่างแท้จริงแล้ว แต่ยังเป็นวัดขึ้นกับวัดกาลหว่าร์ เพราะต้องอาศัยคุณพ่อมาแรงซึ่งอยู่วัดกาลหว่าร์ เป็นผู้ดูแลไม่มีพระสงฆ์อยู่ประจำ ในปี 1854 คุณพ่อดือปองด์ได้ไปถึงเมืองเพชรบุรี พบคริสตังหลายครอบครัวที่อพยพไปทำมาหากินที่นั่น คุณพ่อได้รวบรวมคริสตังที่นั่นให้เป็นกลุ่ม เมื่อคุณพ่อมาเยี่ยมสัตบุรุษวัดนครชัยศรี บางนกแขวก ดอนกระเบื้อง ก็เลยถือโอกาสไปเยี่ยมสัตบุรุษที่เพชรบุรีอยู่เสมอ ในปี 1863 คุณพ่อราบาแดลได้สร้างวัดไม้เล็กๆ ขึ้นหลังหนึ่งที่เพชรบุรี ถวายแด่พระนามอันศักดิ์สิทธิ์ของพระเยซูเจ้า แต่น่าเสียดาย ต่อมาภายหลังสัตบุรุษวัดบางนกแขวก และวัดใกล้เคียงทวีจำนวนมากขึ้นพระสงฆ์ก็น้อย ไม่สู้ได้ไปเยี่ยมสัตบุรุษที่เพชรบุรีบ่อยนักพวกเขาเหล่านั้นเลยใจเย็นเฉยไปหมด
วัดก็ล้มเลิกไปจนถึงปัจจุบันนี้
ปี 1860-1862 คุณพ่อยอร์ชเป็นผู้ดูแลสัตบุรุษวัดบางนกแขวก โดยการเยี่ยมเป็นครั้งคราว ปี 1862 ได้มีพระสงฆ์อยู่ดูแลวัดบางนกแขวกเป็นประจำ และวัดบางนกแขวกแยกออกจากวัดกาลหว่าร์ เป็นวัดอิสระปกครองตัวเองได้ คุณพ่อราบาแดลได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสองค์แรกของวัดบางนกแขวก แต่ก็มีหน้าที่ดูแลวัดดอนกระเบื้องด้วย เมื่อคุณพ่อมาอยู่ประจำวัดนี้ก็พยายามรวบรวมสัตบุรุษให้มาอยู่รวมกันเป็นหมู่บ้านคริสตัง
การแบ่งปันโดยคุณพ่อ เพื่อคุณพ่อ
ที่นี่ คุณพ่อหลายๆ องค์จากสังฆมณฑลราชบุรีได้ขึ้นมาแบ่งปันเรื่องราวต่างๆ เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย
ที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นคุณพ่อสิทธิพล พานิชอุดม คุณพ่อปรีชา พลอยจินดา เจ้าอาวาส คุณพ่อสมบูรณ์ แสงประสิทธิ์ คุณพ่อสิริพงษ์ จรัสศรี และพระสังฆราชปัญญา กฤษเจริญ ผมสังเกตเรื่องราวที่เมื่อทุกคนได้แบ่งปันเกี่ยวกับงานแพร่ธรรมแล้ว พบว่า เราเป็นหนี้บุญคุณของคุณพ่อมิสชันนารีเป็นต้นสำหรับสังฆมณฑลราชบุรีได้แก่ คณะมิสซังต่างประเทศแห่งกรุงปารีส และคณะซาเลเซียน ไม่แปลกใจที่ในอาสนวิหารแห่งนี้จึงมีศพของคุณพ่อมิสชันนารีเก็บไว้ที่นี่ด้วย
นอกจากนั้นละแวกนี้ยังเคยเป็น บ้านเณร มาก่อนด้วย ในเอกสารย้อนรอยเส้นทางแพร่ธรรมของสังฆมณฑลราชบุรีได้ให้ข้อมูลไว้ว่า คุณพ่อราบาแดลเห็นว่าบ้านเณรซึ่งอยู่ที่อยุธยา ต้องย้ายไปอยู่ที่จันทบุรี หลังจากพม่าได้รบชนะประเทศไทย บรรดาสามเณรไม่มีความราบรื่นและไม่สะดวกในการศึกษาที่กรุงเทพมหานคร บรรดาเณรไม่มีความสงบ เพราะเป็นเมืองหลวง และกำลังขยายตัวเมือง มีแต่ความสับสนวุ่นวาย คุณพ่อจึงได้แนะนำให้
พระสังฆราชมาสร้างบ้านเณรที่บางช้าง เพราะเป็นที่สงบมีที่ดินกว้างขวาง อาหารการกินหาง่าย น้ำใช้อุดม จึงได้ย้ายบ้านเณรมาสร้างที่บางช้างตรงข้ามกับวัดบางนกแขวกเมื่อปี 1875 และบ้านเณรหลังนี้ได้ตั้งอยู่ที่นั้นถึงปี 1959 จึงได้ย้ายไปตั้งอยู่ที่ราชบุรี และที่บ้านเณรแห่งนี้เองเคยมีสามเณรชื่อบุญเกิด กฤษบำรุง และฟิลิป สีฟอง ซึ่งก็คือบุญราศีของไทยเรานี่เอง ดังนั้นไม่ต้องแปลกใจที่ในอาสนวิหารแห่งนี้จะมีรูปบุญราศีทั้งสองท่านประดับไว้ในอาสวิหารเพื่อเป็นเครื่องเตือนใจและระลึกถึง
ผมชอบเรื่องที่คุณพ่อสิทธิพลเล่าสนุกๆ เกี่ยวกับ ทำไมต้องมีโซ่ไว้ดึงระฆัง ว่า สมัยก่อนการตีระฆังยังไม่มีโซ่ดึง เด็กจัดวัดต้องขึ้นไปตีบนหอระฆัง เมื่อเด็กจัดวัดมาตีระฆังตอนเช้าได้ไม่กี่ครั้ง คนแล้วคนเล่าก็มีอันจะต้องมาขอลาออกไป คุณพ่อเจ้าวัดจึงอยากสืบทราบถามความว่าเกิดอะไรขึ้น หลายๆ คน ไม่กล้าบอก แต่เมื่อได้รับคำตอบแล้วคุณพ่อเจ้าวัดเองก็ไม่แน่ใจว่าจะเป็นแบบนั้นจริงหรือ ในที่สุดคุณพ่อปลัดก็อาสาไปตีระฆังเอง และให้เด็กจัดวัดคนล่าสุดพักงานไปก่อน 5 วัน
และสิ่งที่เกิดขึ้นกับคุณพ่อปลัดก็เป็นเรื่องเดียวกับเด็กจัดวัด นั่นคือ การได้เห็นคุณพ่อมิสชันนารีในอดีตที่เสียชีวิตไปแล้วอยู่ในวัด ไม่ต้องรอให้ถึง 5 วันหรอกครับ คุณพ่อปลัดก็ไม่ไปตีระฆังอีกเลย ในที่สุดเพื่อไม่ต้องเผชิญกับความยุ่งยากใจ จึงทำโซ่สำหรับใช้ดึงระฆัง แทนที่จะให้คนเสี่ยงเดินขึ้นไปตีเอง
เรื่องนี้ไม่ใช่ข้อความเชื่อนะครับ เป็นเพียงตำนานบางตอนเพื่อบอกถึงความรัก ความผูกพันของพระสงฆ์ต่อสัตบุรุษ ยังมีเรื่องแบบจัดแท่นให้คุณพ่อที่อยู่ปัจจุบันทำมิสซา แต่แท่นนั้นถูกทำมิสซาไปก่อนแล้วทุกวัน เรื่องแบบนี้ผมคิดว่าเราไม่ต้องการให้ใครเชื่อหรอก เราต้องการเพียงให้คนที่ได้ฟังรับรู้ และรู้สึกว่า เราอยู่ท่ามกลางความรักและเอาใจใส่ของบรรดาพระสงฆ์แม้บางทีพวกเขาจะจากพวกเราไปแล้วก็ตาม
ก่อนโบกมือลาอาสนวิหารแม่พระบังเกิด บางนกแขวก พระคุณเจ้าปัญญาได้มากล่าวกับพวกเราในฐานะเจ้าบ้าน ผมโน้ตคำพูดพระคุณเจ้าไว้ได้สั้นๆ แต่กินใจว่า ขอบคุณ...ความสุขใจ จากการต้อนรับพระสงฆ์ ไม่เหมือนความสุขใจแบบอื่น ขอขอบคุณ
สถานที่ 4 ลำน้ำอดีต สู่ค่ายบางกุ้ง และโบสถ์
ปรกโพธิ์ (อันซีน (unseen) ไทยแลนด์)
การเดินทางต่อไปเป็นการเดินทางทางเรือ พวกเราค่อยๆ ทยอยลงเรือแม้ฝนจะไม่มีทีท่าว่าจะหยุดหรือเบาลง บรรยากาศในเรือเต็มไปด้วยเรื่องเล่าสนุกสนานทั้งเรื่องเส้นทางแพร่ธรรมซึ่งต้องอาศัยการเดินทางทางน้ำเป็นปัจจัยหลัก ผมสังเกตว่าแม่น้ำสายนี้ดูสะอาดจัง คุณพ่อที่เป็นพิธีกรเล่าว่า มีการรณรงค์และดูแลอย่างดี เราผ่านตำแหน่งแพร่ธรรมสำคัญๆ หลายจุดทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นบ้านเณรบางช้าง ท่าเรือที่เคยรับมิสชันนารีเพื่อมาแพร่ธรรม และเยี่ยมเยือนสัตบุรุษ บ้านทรงไทยของบุคคลที่มีชื่อเสียง ฯลฯ แม้เม็ดฝนจะดูหนาแน่น และทำให้เราไม่สามารถเห็นอะไรมากนัก แต่เรื่องเล่าบนเรือ ทั้งเรื่องจริงจัง หรือเรื่องอำๆ ขำๆ ก็ทำให้พวกเราลืมระยะทาง และบรรยากาศโดยรอบ รอยยิ้ม และเสียงหัวเราะมาไม่ขาดระยะ เราถึงวัดบางกุ้งโดยแทบไม่รู้ตัว
วัดบางกุ้ง
วัดบางกุ้ง เป็นวัดเก่าแก่ ตั้งอยู่ในเขต ต.บางกุ้ง อ.บางคนที สร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยา มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ โดยเมื่อ ค.ศ. 1765 พม่าได้ยกทัพเข้ามาตีกรุงศรีอยุธยา สมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์ทรงมี
พระราชดำรัสสั่งให้หัวเมืองทางใต้ยกทัพมาตั้งค่าย โดยสร้างกำแพงล้อมวัดบางกุ้งเรียกว่า ค่ายบางกุ้ง
หลังจากพม่าตีกรุงศรีอยุธยาแตกใน ค.ศ.1767 ค่ายบางกุ้งก็ตกอยู่ในสภาพค่ายร้าง สมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ได้โปรดให้ลูกเรือสำเภาจีนที่จงรักภักดีต่อพระองค์ เรียกว่า หน่วยภักดีอาสา มาเฝ้าค่ายไว้ ด้วยถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการปกป้องกรุงธนบุรี เมื่อพระเจ้าตากฯ ทรงทราบว่าพม่ามาล้อมค่ายนี้ไว้ ก็นำไพร่พลเสด็จมาทางเรือ แล้วโอบล้อมทัพพม่าไว้อีกชั้นหนึ่ง ในขณะที่ค่ายบางกุ้งใกล้แตกอยู่รอมร่อ
บรรดาทหารจีนหน่วยภักดีอาสา ทราบว่าพระเจ้าตากฯ ทรงนำทัพมาช่วยด้วยพระองค์เอง ก็มีกำลังใจฮึกเหิม ตีต้านจนพม่าต้องถอยทัพกลับไป พระราชพงศาวดารกรุงธนบุรีเล่าว่า ภายหลังเผด็จศึกพม่า สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงประชุมเหล่าทหารหาญทั้งไทยและจีน แล้วมีพระบรมราโชวาทตอนหนึ่งว่า เนื้อต่อเนื้อ ไม่เอื้อเฟื้อเป็นเนื้อกลางป่า เนื้อใช่เนื้อได้เอื้อเฟื้อเป็นเนื้ออาตมา ... ญาติพี่น้องกัน ไม่เกื้อกูลกันก็เหมือนไม่ใช่ญาติ แต่คนที่ไม่ใช่ญาติ ถ้าช่วยเหลือกัน ก็เหมือนญาติสนิทกัน
สำคัญๆ หลายจุดทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นบ้านเณรบางช้าง ท่าเรือที่เคยรับมิสชันนารีเพื่อมาแพร่ธรรม และเยี่ยมเยือนสัตบุรุษ บ้านทรงไทยของบุคคลที่มีชื่อเสียง ฯลฯ แม้เม็ดฝนจะดูหนาแน่น และทำให้เราไม่สามารถเห็นอะไรมากนัก แต่เรื่องเล่าบนเรือ ทั้งเรื่องจริงจัง หรือเรื่องอำๆ ขำๆ ก็ทำให้พวกเราลืมระยะทาง และบรรยากาศโดยรอบ รอยยิ้ม และเสียงหัวเราะมาไม่ขาดระยะ เราถึงวัดบางกุ้งโดยแทบไม่รู้ตัว
วัดบางกุ้ง
วัดบางกุ้ง เป็นวัดเก่าแก่ ตั้งอยู่ในเขต ต.บางกุ้ง อ.บางคนที สร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยา มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ โดยเมื่อ ค.ศ. 1765 พม่าได้ยกทัพเข้ามาตีกรุงศรีอยุธยา สมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์ทรงมีพระราชดำรัสสั่งให้หัวเมืองทางใต้ยกทัพมาตั้งค่าย โดยสร้างกำแพงล้อมวัดบางกุ้งเรียกว่า ค่ายบางกุ้ง
หลังจากพม่าตีกรุงศรีอยุธยาแตกใน ค.ศ.1767 ค่ายบางกุ้งก็ตกอยู่ในสภาพค่ายร้าง สมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ได้โปรดให้ลูกเรือสำเภาจีนที่จงรักภักดีต่อพระองค์ เรียกว่า หน่วยภักดีอาสา มาเฝ้าค่ายไว้ ด้วยถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการปกป้องกรุงธนบุรี เมื่อพระเจ้าตากฯ ทรงทราบว่าพม่ามาล้อมค่ายนี้ไว้ ก็นำไพร่พลเสด็มาทางเรือ แล้วโอบล้อมทัพพม่าไว้อีกชั้นหนึ่ง ในขณะที่ค่ายบางกุ้งใกล้แตกอยู่รอมร่อ
บรรดาทหารจีนหน่วยภักดีอาสา ทราบว่าพระเจ้าตากฯ ทรงนำทัพมาช่วยด้วยพระองค์เอง ก็มีกำลังใจฮึกเหิม ตีต้านจนพม่าต้องถอยทัพกลับไป พระราชพงศาวดารกรุงธนบุรีเล่าว่า ภายหลังเผด็จศึกพม่า สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงประชุมเหล่าทหารหาญทั้งไทยและจีน แล้วมีพระบรมราโชวาทตอนหนึ่งว่า เนื้อต่อเนื้อ ไม่เอื้อเฟื้อเป็นเนื้อกลางป่า เนื้อใช่เนื้อได้เอื้อเฟื้อเป็นเนื้ออาตมา ... ญาติพี่น้องกัน ไม่เกื้อกูลกันก็เหมือนไม่ใช่ญาติ แต่คนที่ไม่ใช่ญาติ ถ้าช่วยเหลือกัน ก็เหมือนญาติสนิทกัน
ซึ่งสะท้อนบทบาทของจีนแนบแน่นกับคนไทย กระทั่งกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกันมาตราบจนปัจจุบัน
ค่ายบางกุ้ง ถูกทิ้งร้างไปในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์พระอุโบสถวัดบางกุ้งที่ตั้งอยู่กลางค่ายฯ และเคยเป็นขวัญกำลังใจทหารหน่วยภักดีอาสาก็ถูกทิ้งร้าง จนมีต้นโพธิ์ ต้นไทร แผ่รากมาโอบคลุมโบสถ์ทั้งหลังไว้เป็นที่แปลกตาน่าอัศจรรย์ใจ เรียกกันในเวลาต่อมาว่า โบสถ์ปรกโพธิ์
ฝนเพิ่งซาเม็ด และยามบ่ายก็ล่วงเลย กลุ่มคนที่มาเที่ยวชมที่ค่ายบางกุ้ง และโบสถ์ปรกโพธิ์ในวันนี้จึงมีแต่กลุ่มของพวกเรา ร่มสีฟ้าที่ถืออยู่ในมือของแต่ละคนดูตัดกับภาพเก่าของรูปนักมวยปูนปั้นหน้าตาตลกๆ ที่เป็นสัญลักษณ์ถึงอดีตของค่ายนี้ จุดที่โดดเด่นเห็นจะเป็น พระบรมราชานุสาวรีย์ ของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ที่จารึกถ้อยคำและเรื่องราวต่างๆ ไว้ ทำให้เรารู้ประวัติของที่นี่คร่าวๆ และรับทราบว่า อนุสาวรีย์แห่งนี้ถูกสร้างขึ้น ในวโรกาส ครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช รัชกาลที่ 9
วันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2539
ผมเดินเล่นจนเพลินนึกเล่นๆ ว่าค่ายนี้ถ้าขับรถผ่านมาดึกๆ คงจะน่าหวาดเสียวพิลึก ไม่ใช่อะไรก็รูปปั้นรูปคนช่างมีจำนวนมากมายเหลือเกิน ทั้งในชุดทหาร ชุดชาวจีน ชุดนักมวย ฯลฯ รูปเหล่านี้ยิ่งมาตั้งไว้ข้างหน้า ดูเผินๆ นี่คนชัดๆ แต่ถ้ามายืนแบบนี้ตอนกลางคืน มันจะคิดว่าเป็นอย่างอื่นซะมากกว่า หวังว่าผมคงไม่มีโอกาสผ่านไปแถวนั้นกลางค่ำกลางคืนแน่ๆ
เรือพาเราไปต่อที่อุทยาน ร.2 ฝนเริ่มซาเม็ดแล้ว
สถานที่ 5 อุทยานพระบรมราชานุสรณ์ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (อุทยาน ร.2)
ที่ท่าลงเรือตรงอุทยาน ร.2 คงเป็นเพราะน้ำขึ้น ทางลงเรือ จึงดูสูงๆ ต่ำๆ ไม่สามารถก้าวเดินได้อย่างถนัดนักแต่ก็ดีไปอย่าง เราเห็นมือที่ส่งต่อกัน สงฆ์หนุ่มบริการพระสงฆ์อาวุโส ผู้น้อยบริการผู้ใหญ่ เจ้าภาพบริการผู้มาเยือน คนที่มีของเยอะหน่อย ก็ฝากกันถือเพราะช่วงก้าวลงเรือบางทีสำหรับบางคน อาจจะต้องกระโดด รวมทั้งฝนตก อย่างนี้ทุกที่เปียกและลื่น ถ้าพลาดคงมีหัวคะมำฟกช้ำกันบ้าง แต่เมื่อคนสุดท้ายขึ้นมาจากเรือแล้ว ทุกชีวิตก็ปลอดภัย
พวกเราขึ้นไปเรือนไทย เพื่อฟังคำ บรรยายเรื่องพระปรีชาสามารถในทางศิลปะของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย การเดินทางแบบผู้ชายล้วนแบบนี้นำความเคลือบแคลงสงสัยแก่ผู้พบเห็นบ่อยๆ แถมการเรียก คุณพ่อ อย่างนู้นอย่างนี้ แต่นั่นหาใช่ประเด็นสำคัญไม่ ท่าทีที่ใจดี เป็นมิตร และดูมีความสุขกับชีวิตดูน่าสนใจกว่า ว่า อะไรทำให้คนๆ หนึ่งดูมีความสุขกับชีวิตจนน่าอิจฉาแบบนั้น
ข้างหน้าอุทยานมีคำเขียนที่ป้ายว่า ธรรมชาติเปลี่ยน เพราะผู้คน จนโลกร้อน เชิญพักผ่อน ให้สำราญ ที่อุทยาน ร.2 ช่างร่วมสมัยดีแท้ เพราะมีปัญหาโลกร้อนด้วย แต่อย่างไรก็สุดแล้วแต่ ผมคิดว่า ที่นี่ยังดูมีธรรมชาติมากกว่าสังคมเมืองอีกเยอะ เราเข้าใจเป็นอื่นไม่ได้หรอกว่า ในที่สุดแล้ว ธรรมชาติที่พระสร้างมาก็สมบูรณ์ สมดุลและเกื้อกูลให้แก่กันอย่างสมเหตุสมผลมากพอแล้ว
สถานที่ 6 วัดที่ดังที่สุด วัดนักบุญอันตน
ดอนมดตะนอย
ผมคิดว่าพวกเราอ่อนล้ากันพอสมควรแล้ว ตอนแรกผมคิดว่ารถจะมุ่งตรงกลับไปยังบ้านผู้หว่าน แต่มีเสียงกระซิบดังๆ มาว่า วัดนักบุญอันตนได้เตรียมอาหารว่างไว้รับรองพวกเราเรียบร้อยแล้ว ผมอิ่มตั้งแต่คิด แต่ก็ไม่สามารถปฏิเสธน้ำใจดีได้ รถวิ่งตรงไปยังวัดที่ดังที่สุดในเมืองไทย
วัดนักบุญอันตน ดอนมดตะนอย จะไม่ให้ดังได้อย่างไร เพราะมีคำร่ำลือเรื่องความศักดิ์สิทธิ์ของท่าน จนคนที่มาขอแล้วบรรลุได้ดังใจก็มักจะมาจุดประทัดแก้บน รายละเอียดมากไปกว่านี้ผมไม่มีแล้ว เพราะไม่มีโอกาสได้คุยกับคุณพ่อเจ้าวัด หรือรับเอกสารมาอ่านเพื่อแบ่งปัน แต่อย่างน้อยคุณพ่อบวชใหม่ น้องนุชสุดท้องของมิสซังราชบุรี ก็มาจาก วัดนี้แหละ
คุณพ่อวีระเทพ วาทนเสรี ได้ให้สัมภาษณ์ใน สารสังฆมณฑลราชบุรี ปีที่ 22 ฉบับที่ 2 ประจำเดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม 2008 ว่า ผมเกิดในครอบครัวคาทอลิกที่มีความศรัทธาในชุมชนวัดนักบุญอันตน ดอน
มดตะนอย เตี่ยเป็นคาทอลิกดั้งเดิม ส่วนแม่กลับใจเป็นคาทอลิกและได้แต่งงานกับเตี่ยในสมัยคุณพ่อประดิษฐ์ ว่องวารี เป็นเจ้าอาวาส และคุณพ่อปัญญา กฤษเจริญ เป็นผู้ช่วย ในความทรงจำ ของผมจำได้ว่า ครอบครัวได้ปลูกฝังให้ไปวัดสม่ำเสมอ พูดได้ว่าตกเย็นบริเวณหน้าวัดกลายเป็นที่ชุมนุมของเด็กมากมายที่มาวิ่งเล่นกันหน้าวัด พอระฆังวัดตีก็เข้าไปร่วมพิธีในวัดกัน
ผมนึกถึงวัยเด็กและภาพบรรยากาศของวัดคาทอลิกในอดีตเช่นกัน บางทีวัดที่สวยขึ้น
สง่างามขึ้น กว้างใหญ่ไพศาลขึ้น อาจกำลังหลงลืมอะไรบางอย่างไปหรือเปล่า วัดที่ดังที่สุดสำหรับเราแต่ละคนจะนิยามจากความหมายอะไรกันดี
อิ่มครับ อิ่มมาก สำหรับการต้อนรับของพี่น้องที่วัดนักบุญอันตนแห่งนี้ เราได้รูปภาพโปสเตอร์ขนาดเอสี่ กลับมาเป็นที่ระลึกอีกคนละใบ เพื่อเตือนความทรงจำว่าครั้งหนึ่งเคยผ่านมาทักทายกัน
รถบัสใหญ่ที่พาพวกเราไปแสวงบุญมาจอดหน้าประตูบ้านผู้หว่านก่อนเวลาอาหารค่ำไม่นาน ความเหนื่อยล้าจากการเดินทางไม่มีทีท่าว่าจะทำให้เราแยกย้ายกันไปเพื่อตัดช่องน้อยแต่พอตัว มีเพื่อนพระสงฆ์หลายองค์ไปร่วมงานในภาคกลางวันไม่ได้ ก็หวังจะได้พบกันในภาคค่ำ พร้อมกับมื้ออาหาร
ผมเคยเชื่อของผมมานานแล้วว่า บางทีสถานที่ไปก็ไม่สำคัญเท่าคนที่ไปด้วย บางทีความสนุกก็ไม่ได้เกิดจากโปรแกรมที่ถูกจัดไว้อย่างลงตัว หรือความประทับใจจากการต้อนรับ
ผมคิดว่าความอิ่มเอมใจของการแสวงบุญทุกครั้งก็คือบุญที่ได้รับและติดตัวกลับมา แต่เหนือชั้นไปกว่านั้น ก็คือบุญที่เรามีเพื่อน บุญที่เรามีสังคมที่อบอุ่นและจริงใจ บุญที่เรามีผู้ใหญ่ที่น่ารัก และบุญที่เรามีมิตรภาพ การร่วมแสวงบุญครั้งนี้กับพี่น้องเพื่อนพระสงฆ์ทั้ง 6 สังฆมณฑลทำให้ผมเข้าใจเพิ่มขึ้นว่า เรามีบางอย่างที่เชื่อมโยงถึงกัน และเราสามารถเรียกสิ่งนั้นว่า ความรัก
ไม่บ่อยนักที่เราจะมีโอกาสเดินทางด้วยกันแบบนี้ แต่เราเดินทางร่วมกันได้ในแต่ละหน้าที่ แต่ละสังฆมณฑล เพราะในที่สุดแล้ว ทางทุกเส้นก็พาเราไปพบกันจนได้เชื่อมต่อด้วย ความรัก และมุ่งหน้าไปสู่เป้าหมายหลักชัยของเราทุกคน
 อันเนื่องมาจากปีนักบุญเปาโล  
ภคินีเซนต์ปอล เดอ ชาร์ตร
นักบุญเปาโล
องค์อุปถัมภ์ของคณะภคินีเซนต์ปอล เดอ ชาร์ตร
อันเนื่องมาจากปีนักบุญเปาโล อุดมศานต์จึงขอนำเสนอประวัติของคณะนักบวชในเมืองไทย ที่สืบทอดงานแพร่ธรรมมาจากจิตวิญญาณแห่งการเป็นธรรมทูตของท่านนักบุญเปาโล
และในฉบับนี้เราขอนำเสนอ จิตตารมณ์ของท่านนักบุญเปาโล ที่ดำเนินไปกับเรื่องราวของคณะภคินีเซนต์ปอล เดอ ชาร์ตร
ท่านนักบุญเปาโลเป็นองค์อุปถัมภ์ของคณะ จดหมายของท่านใช้เป็นพื้นฐาน จิตตารมณ์ของภคินีคณะเซนต์ปอลฯ กล่าวคือ จิตตารมณ์ที่มีพระคริสตเจ้าเป็นศูนย์กลาง แสดงออกด้วยความรักอย่างลึกซึ้งในพระคริสตเจ้า และความใส่ใจอย่างร้อนรนในพระวรสารของพระองค์
นี่คือข้อความจาก ตำรับคู่ชีวิต ซึ่งภคินีเซนต์ปอลฯ ทุกคน ยึดถือเป็นหลักในการดำเนินชีวิตที่ถวายแล้ว
จุดมุ่งหมายแห่งจิตตารมณ์ที่มีพระคริสตเจ้าเป็นศูนย์กลางคือ การเรียนรู้การเข้าถึงพระคริสตเจ้าและบำเพ็ญตนตามพระฉบับแบบของพระองค์ไปทีละเล็กทีละน้อย และในการเรียนรู้นี้ นักบุญเปาโล อาจารย์และองค์อุปถัมภ์ของคณะได้สั่งสอนเราในข้อเขียนและจดหมายของท่าน
นักบุญเปาโล ผู้กระทำตนเป็นทุกสิ่งสำหรับทุกคน เพื่อให้ชนะใจเขาและนำเขามาสู่พระเยซู
คริสตเจ้า ท่านเป็นแบบฉบับแห่งศรัทธาแก่กล้าในการแพร่ธรรมสำหรับภคินีแต่ละคน ด้วยใจที่กระตือรือร้นที่จะแพร่ธรรมตามแบบอย่างของท่านนักบุญเปาโล
ภคินีเซนต์ปอลฯ โดยการถวายตัวเป็นนักพรตของเรา เราผูกมัดตนที่จะให้ชีวิตของเรามีพระคริสตเจ้าเป็นศูนย์กลางและหยั่งรากลึกในประสบการณ์ปัสกาของพระคริสต์ กว่าสามศตวรรษแห่งการรับใช้ - เป็นทุกอย่างสำหรับทุกคน
คณะเซนต์ปอล เดอ ชาร์ตร ถือกำเนิดในประเทศฝรั่งเศสซึ่งได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่รักสวยรักงามและมีความเจริญก้าวหน้า แต่ก็ยังมีความอดอยากยากไร้ และคนไม่มีการศึกษาเป็นจำนวนไม่น้อย
ในศตวรรษที่ 17 พระศาสนจักรเริ่มมีทัศนะที่กว้างขวางยิ่งขึ้น เกี่ยวกับการถวายตัวของนักบวช ว่า มิใช่จะเก็บตัวอยู่ในอารามอย่างเดียว แต่ควรอุทิศตน เพื่อเพื่อนมนุษย์ด้วย เพราะมนุษย์มีทั้งร่างกาย วิญญาณ และสติปัญญาที่รอคอยความรอด
ค.ศ. 1696 ภคินีเซนต์ปอล เดอ ชาร์ตร จึงได้กำเนิดขึ้น โดยมีคุณพ่อหลุยส์ โชเวต์ (Louis CHAUVET) พระสงฆ์พื้นเมือง เจ้าอาวาสประจำตำบล เลอเวส์วิลล์-ลา-เชอนาร์ด (Levesville-la-Chenard) เป็นผู้รวบรวมหญิงสาวชาวนา 4 คน ที่มีความศรัทธาและปรารถนาจะรับใช้เพื่อนมนุษย์ ให้มาทำงานช่วยวัด นอกจากสมาชิก 4 คนแรกนี้แล้ว ยังมีลูกสาวของขุนนางอยู่อีกผู้หนึ่งด้วย คือ คุณแม่มารี อานน์ เดอ ตียี (Demoiselle Marie-Anne de Tilly) ซึ่งคุณพ่อหลุยส์ โชเวต์ ได้ให้เป็นผู้อบรมหญิงสาวรุ่นแรกนั้น ให้พร้อมสำหรับเมตตาธรรมตามความต้องการของยุคนั้น คือการพัฒนาหมู่บ้านใกล้เคียง ทั้งในด้านมนุษยธรรมและด้านวิญญาณ ให้การศึกษาอบรมเด็กหญิงโดยไม่คิดมูลค่า พร้อมทั้งเอาใจใส่รักษาพยาบาล บริการคนเจ็บตามโรงพยาบาล เยี่ยมเยียนคนยากจน คนเจ็บตามบ้าน และอบรมหญิงสาวให้รู้จักทำงาน
งานของคณะดำเนินเรื่อยมาอย่างเรียบๆ ในละแวกวัดเลอเวส์วิลล์นั้นเอง ควบคู่ไปกับการทรมานกายอย่างเคร่งครัด และการทำงานหนักที่ต่ำต้อยที่สุดเพื่อเลี้ยงชีพ สัตบุรุษเรียกหญิงกลุ่มนี้ว่า ภคินีเมตตาธรรม
ค.ศ. 1707 คุณพ่อหลุยส์ โชเวต์ ได้มอบภคินีของท่านให้อยู่ในความรับผิดชอบของพระสังฆราชปอล โกเดต์ เดมาเรส์ (Msgr. Paul Godet des Marais) ผู้ได้ตั้งชื่อให้เราว่า ภคินีเซนต์ปอล ให้มีนักบุญเปาโลเป็นองค์อุปถัมภ์และแบบอย่างแห่งความกระตือรือร้นในการแพร่ธรรม พระคุณเจ้ายังได้แต่งตั้งให้คุณพ่อมาเรโชว์ (Pere Marechaux) เป็นอธิการคนแรกของคณะ ซึ่งเป็นผู้ปลูกฝังจิตตารมณ์ของคณะให้แก่ภคินีรุ่นแรก
เมื่อภคินีอุทิศตนทำงานดังกล่าวข้างต้นมาได้ 30 ปี นั่นคือ ค.ศ. 1727 ท่านเค้าท์เดอ โมเรอปาส์ (M.le comte de Maurepas) เลขาธิการของรัฐสภา ได้ขอพระสังฆราชแห่งชาร์ตร ให้ส่งภคินีไปรับใช้คนเจ็บในโรงพยาบาลที่กาเยนน์ และอบรมสั่งสอนเด็กที่นั่น ซึ่งนับเป็นก้าวแรกที่คณะเริ่มออกแพร่ธรรมในต่างแดน
ชีวิต ความเป็นมา และการทำงานของคณะ ได้ดำเนินไปในพระญาณสอดส่องของพระเป็นเจ้า มีพระศาสนจักรให้การสนับสนุนมาโดยตลอด อาศัยประมุขของพระศาสนจักรท้องถิ่น พระสงฆ์และสัตบุรุษ จนกระทั่งวันที่ 17 มิถุนายน ค.ศ. 1931 สมเด็จพระสันตะปาปาปีโอ ที่ 11 ทรงโปรดเกล้าฯ อนุมัติให้ตั้งคณะอย่างเป็นทางการ และทรงรับรองธรรมนูญของคณะ
กว่าหนึ่งศตวรรษในประเทศไทย
เริ่มต้นหลังจากที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศต่างๆ ในทวีปยุโรปในคราวแรก สยามในสมัยนั้นมีชุมชนชาวตะวันตกมากกว่าสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องจากจำเป็นต้องอาศัยชาวตะวันตกซึ่งเป็นผู้ชำนาญการด้านต่างๆ อาทิ การเงินการคลัง กฎหมาย วิศวกร สถาปนิก ช่างสำรวจ และรังวัด ช่างไฟฟ้า มาช่วยวางโครงสร้างการบริหารและพัฒนาประเทศ ให้ทันสมัยตามแบบตะวันตก ชุมชนชาวตะวันตกที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว แถบตรอกโอเรียนเต็ล สุรวงศ์ บางรัก สีลม สาทร บ้านทวาย
จึงมีความต้องการทางด้านสาธารณูปโภค และสาธารณูปการอันทันสมัยเพิ่มขึ้นด้วย
โรงพยาบาลที่ทันสมัยแบบตะวันตก เป็นสิ่งหนึ่งที่ต้องการเพิ่มขึ้นมากในสมัยนั้น นอกจากบางกอกเนิร์สซิ่งโฮม อันเป็นสถานพยาบาลขนาดเล็กบนถนนคอนแวนต์แล้ว ที่หัวถนนสีลม ด้านบางรัก ก็มีโรงพยาบาลบางรัก ในความดูแลของนายแพทย์เฮย์ แห่งกระทรวงทหารเรือ และฝั่งธนบุรีมีโรงพยาบาลวังหลัง หรือที่ได้รับการสถาปนาเป็นศิริราชพยาบาลเมื่อ พ.ศ. 2431 เท่านั้น ดังนั้น ใน พ.ศ. 2441 (ค.ศ. 1898) พระสังฆราชหลุยส์ เวย์ (Msgr. Louis Vey) ผู้แทนพระสันตะปาปา ประจำราชอาณาจักรสยาม จึงประสงค์จะสร้างโรงพยาบาลเซนต์หลุยส์ ที่กรุงเทพฯ และได้ขอความร่วมมือไปยังคณะภคินีเซนต์ปอล เดอ ชาร์ตร แขวงไซ่ง่อน ซึ่งมีพันธกิจด้านการพยาบาล และการศึกษา ให้ส่งภคินีเข้ามาช่วยงานที่โรงพยาบาลแห่งใหม่ที่จะสร้างขึ้นนี้
แมร์กังดิ๊ด (Mre Candide) เป็นอธิการิณีเจ้าคณะแขวงไซ่ง่อน จึงได้ส่งเซอร์ 7 ท่าน เข้ามาปฏิบัติงานในสยาม และมีนายแพทย์ปัวซ์ (ซึ่งต่อมาเป็นแพทย์ประจำราชสำนัก) เป็นแพทย์ประจำโรงพยาบาลนี่เป็นก้าวแรกของคณะภคินีฯ ในประเทศไทย
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ของคณะภคินีในเขตแดนของฝรั่งเศส ไม่ใคร่จะดีนัก เนื่องจากรัฐบาลฝรั่งเศสในขณะนั้นได้ออกกฎหมายให้โอนทรัพย์สินของคณะนักบวช ที่ทำงานของฆราวาส เช่น โรงเรียน โรงพยาบาล ให้เป็นของรัฐ แมร์กังดิ๊ด ได้ทราบว่ากฎหมายที่บังคับ ให้โอนทุกสิ่งให้ฆราวาสนั้น จะใช้บังคับครอบคลุมไปถึงอาณานิคมทุกแห่งของฝรั่งเศสด้วย รวมทั้งดินแดนอินโดจีนของฝรั่งเศสที่ท่านดูแลอยู่ ท่านเห็นความจำเป็นที่จะต้องส่งภคินีไปทำงานใน ดินแดนที่มิได้เป็นของฝรั่งเศส เพื่อภคินีจะเลี้ยงชีพตนเองได้ และสยามเป็นดินแดนปลอดภัยที่อยู่ใกล้ที่สุด
ในขณะนั้น ภคินี 2 ท่านกำลังจัดระเบียบนวกสถานของคณะธิดารักกางเขน - นักบวชหญิงพื้นเมือง ของมิสซังกรุงเทพฯ (ปัจจุบัน คือ คณะพระหฤทัยของพระเยซูเจ้าแห่งกรุงเทพฯ) ที่วัดนักบุญฟรังซิสเซเวียร์ สามเสน ดังนั้น พระสังฆราชเวย์ จึงยินดีรับภคินีเพิ่มขึ้นเพื่อช่วยงานนี้ ต่อมา เมื่อ พ.ศ. 2447 (ต้นปี ค.ศ. 1904) แมร์แซงต์ซาเวียร์ ได้รับการแต่งตั้งจากแขวงไซ่ง่อนให้เป็นผู้ดูแลกิจการคณะในประเทศไทย คุณพ่อกอลอมเบต์ พระสงฆ์คณะ
มิสซังต่างประเทศแห่งกรุงปารีส มีความต้องการให้ภคินีมาช่วยสอนเด็กยากจนและดูแลเด็กกำพร้า จึงได้ขอภคินีมาดูแล โรงเรียนอัสสัมชัญคอนแวนต์ ซึ่งเป็นโรงเรียนคาทอลิกหญิงแห่งแรก ภคินีสอนภาษาต่างประเทศ ดนตรี และการเย็บปักถักร้อย
พ.ศ. 2449 (ค.ศ. 1906) ภคินีเปิดโรงเรียนซางตาครู้สคอนแวนท์ ที่กุฎีจีน ธนบุรี
พ.ศ. 2450 (ค.ศ. 1907) ภคินีจัดการศึกษาที่โรงเรียนเซนต์โยเซฟคอนเวนต์
ที่ถนนคอนแวนต์ สีลม
โรงเรียนสตรีทั้ง 3 แห่งนี้ มีความสำคัญยิ่งต่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในสังคมไทย เพราะสอนหนังสือ ให้กับกุลสตรีไทยตามมาตรฐานตะวันตก ทำให้กุลสตรีไทยตั้งแต่รัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นต้นมา มีความรู้ภาษาต่างประเทศเป็นอย่างดี แม้จะไม่เคยเดินทางออกนอกประเทศไทยมาก่อนเลย และในสมัยต่อมา เมื่อกระทรวงศึกษาธิการ กำหนดให้ต้องสอนภาษาไทยในโรงเรียนจึงจะได้รับการรับรองวิทยฐานะ โรงเรียนสตรีในความดูแลของคณะภคินีฯ ก็รักษาคุณภาพไว้ได้เป็นอย่างดี
ตลอดระยะเวลานี้ คณะภคินีทำงานภายใต้การดูแลของอธิการิณีเจ้าคณะแขวงไซ่ง่อน ตราบจน กระทั่งได้ดำเนินงานในประเทศสยามอย่างสม่ำเสมอ และมั่นคงแล้ว ประมาณ 21 ปี จึงมีการสถาปนา คณะภคินีเแขวงประเทศสยามขึ้น เมื่อ พ.ศ. 2466 (ค.ศ.1923) มีแมร์ฟรังซัวส์ เดอ แซงมิเชล (Mre Franois de St. Michel) เป็นอธิการิณีเจ้าคณะแขวงคนแรก ปัจจุบัน คณะภคินีเซนต์ปอล เดอ ชาร์ตร มีแมร์มีเรียม เดอ เซนต์อานน์ กิจเจริญ เป็นมหาธิการิณี ประจำอยู่ที่กรุงโรม ส่วนในประเทศไทยมีเซอร์ไอรีน ชำนาญธรรม เป็นอธิการิณีเจ้าคณะแขวง มีสมาชิกในประเทศไทย 220 ท่าน ทำงานอยู่ในทั้ง 10 สังฆมณฑล แบ่งเป็นโรงพยาบาล 2 แห่ง โรงเรียนของคณะ 22 แห่ง โรงเรียนของสังฆมณฑล 13 แห่ง บ้านเข้าเงียบ และบ้านอบรม 2 แห่ง สถานเอกอัครสมณทูตวาติกัน 1 แห่ง สถานเลี้ยงเด็กกำพร้า 1 แห่ง สถานเลี้ยงเด็ก (nursery) 1 แห่ง และสถานสงเคราะห์ผู้สูงอายุ 1 แห่ง
เราอาจเปรียบพันธกิจของภคินีได้กับเมล็ดพันธุ์ของต้นไม้แห่งเมตตาธรรม ที่ปลิดปลิวมาจากแดนไกล แล้วตกลงบนผืนดินสยาม ตามความต้องการขององค์พระผู้เป็นเจ้า งอกงามและเจริญเติบโตอย่างมั่นคง ในดินแดนที่เปี่ยมด้วยน้ำพระราชหฤทัยแห่งองค์พระมหากษัตริย์ไทยผู้มีขันติธรรมทางศาสนา และทรงเป็นองค์อัครศาสนูปถัมภกของทุกศาสนาในประเทศ
เราคงต้องขอบคุณพระเป็นเจ้าที่โปรดให้เรามีคณะภคินีเซนต์ปอล เดอ ชาร์ตร ที่ได้ร่วมงานกับพระศาสนจักรท้องถิ่น เพราะความสำเร็จ หรือหนทางที่ผ่านมา ล้วนแล้วแต่มีแบบอย่างชีวิตของท่านนักบุญเปาโลที่มอบชีวิตให้กับพระเป็นเจ้าอย่างไม่คิดท้อถอยเป็นหลักและเป้าหมายแห่งการดำเนินชีวิต โอกาสปีพระวาจาและปีนักบุญเปาโลนี้เอง คงจะบอกกับเราทุกคนได้ว่า มิใช่แต่คณะ ภคินีเซนต์ปอล เดอ ชาร์ตรเท่านั้น แต่เราคริสตชนทุกคนด้วยที่จะต้องมองรูปแบบความศรัทธาร้อนรนของท่านนักบุญเปาโลในปีนี้เป็นพิเศษ เพื่อให้พระวาจาทุกคำที่พระเยซูเจ้าได้ตรัสสั่งสอนเราไว้ แปรเปลี่ยนชีวิตของเรา และนำเราเข้าใกล้หลักชัยแห่งความรอดมากยิ่งขึ้น
*************************
ปีนักบุญเปาโล
28 มิถุนายน 2008 29 มิถุนายน 2009
กิจกรรมของคณะภคินีเซนต์ปอล เดอ ชาร์ตร แขวงประเทศไทย
โอกาสเฉลิมฉลองปีนักบุญเปาโล
ด้านการส่งเสริมจิตตารมณ์ของนักบุญเปาโล
1. จัดทำนพวารเตรียมฉลองปีนักบุญเปาโล และได้ทำนพวารพร้อมกันทั้งแขวง ตั้งแต่วันที่ 16-24 มกราคม 2008
2. จัดเข้าเงียบประจำปีเกี่ยวกับนักบุญเปาโล ซึ่งได้จัดไปแล้ว 3 รุ่น เทศน์โดย คุณพ่อ
สมเกียรติ ตรีนิกร คุณพ่ออันโตนีโอ วาลเช็กสกี้ พระสังฆราชโยเซฟ ประธาน ศรีดารุณศีล
3. เปิดปีนักบุญเปาโล พร้อมกันทั้งคณะทั่วโลก ในวันที่ 25 มกราคม 2008 ซึ่งเป็นวันฉลองนักบุญเปาโลกลับใจ สำหรับแขวงประเทศไทยได้จัดให้มีพิธีมิสซาบูชาขอบพระคุณ เวลา 10.00 น. ณ วัดน้อยโรงเรียนเซนต์โยเซฟคอนเวนต์ โดยพระคาร์ดินัลไมเกิ้ล มีชัย กิจบุญชู เป็นประธาน
4. จัดอบรมเรื่องจิตตารมณ์ของนักบุญเปาโล ให้แก่สมาชิกทุกคน โดยคุณพ่อเซเฟรีโน เลเดสมา คณะซาเลเซียน ซึ่งได้จัดไปแล้ว 2 รุ่น คือ วันที่ 7-9 กุมภาพันธ์ 2008 และวันที่ 13-15 กุมภาพันธ์ 2008 ณ โรงเรียนเซนต์โยเซฟคอนเวนต์
5. เน้นจิตตารมณ์ของนักบุญเปาโล ในการอบรมครู นักเรียน ในการสอนคำสอน ในค่ายกระแสเรียกของคณะ และในงานรวมมิตรศิษย์เซนต์ปอล
6. คณะเซอร์แต่ละบ้าน ศึกษาและประชุมแบ่งปัน เกี่ยวกับจดหมายของนักบุญเปาโล และลักษณะคล้ายคลึงกันระหว่างพระเยซูเจ้าและนักบุญเปาโล
ด้านการส่งเสริมความรู้เกี่ยวกับนักบุญเปาโล
1. รวบรวมและจัดพิมพ์หนังสือเกี่ยวกับนักบุญเปาโล ได้แก่
นักบุญเปาโลในยุคสมัยของท่าน เขียนโดย เอดูอารด์ โกเธอเนต์ แปลโดย ประคิณ ชุมสาย ณ อยุธยา
จัดพิมพ์โดย คณะภคินีเซนต์ปอล เดอ ชาร์ตร (จะจัดพิมพ์ใหม่)
ประจักษ์พยานของนักบุญเปาโล โดย คาร์โล เอ็ม.มาร์ตินี แปลและจัดพิมพ์โดย คณะภคินี
เซนต์ปอล เดอ ชาร์ตร (กรกฎาคม 2002)
เคล็ดลับความเป็นผู้นำของนักบุญเปาโล แปลและจัดพิมพ์โดย คณะภคินีเซนต์ปอล เดอ ชาร์ตร
(มิถุนายน 2005)
นักบุญเปาโล อัครสาวกองค์ที่ 13 โดย สมเด็จพระสันตะปาปาเบเนดิกต์ ที่ 16 แปลและจัดพิมพ์
โดย คณะภคินีเซนต์ปอล เดอ ชาร์ตร (สิงหาคม 2007)
นักบุญเปาโล อัครสาวก พยานยืนยันความชื่นชมยินดี ท่ามกลางความทุกข์ โดย Francesco Gioia
แปลและจัดพิมพ์โดย คณะภคินีเซนต์ปอล เดอ ชาร์ตร (มกราคม 2008)
ชีวประวัติ นักบุญเปาโล อัครธรรมทูตของพระเยซูคริสตเจ้า (การ์ตูนสีเดียว) แปลและ
จัดพิมพ์โดย สำนักพิมพ์แม่พระยุคใหม่
จดหมายแห่งชีวิต (หนังสือเล่มจิ๋ว) จัดพิมพ์โดย สำนักพิมพ์แม่พระยุคใหม่ (ม.ค 2008)
เราเป็นกายเดียวกัน สารของนักบุญเปาโล สำหรับโลกที่แตกแยก โดย Francesco Gioia
(อยู่ใน ระหว่างการจัดพิมพ์)
ตามรอยร้อยลิขิต ความคล้ายคลึงของพระเยซูคริสต์และนักบุญเปาโล (อยู่ในระหว่างการจัดพิมพ์)
2. รณรงค์ให้คณะครู และนักเรียนได้อ่าน และศึกษาจดหมายของนักบุญเปาโลมากขึ้น โดยใช้หนังสือโครงการรักพระวาจา ของแผนกคำสอนกรุงเทพฯ ซึ่งส่งเสริมให้อ่านบทจดหมายนักบุญเปาโล 13 ฉบับ
3. จัดทำเว็บไซต์ข้อมูลเกี่ยวกับนักบุญเปาโล โดยอยู่ในเว็บไซต์ของคณะwww.spcthai.com ซึ่งมีข้อมูลเกี่ยวกับประวัตินักบุญเปาโล การเดินทางของท่าน จดหมายของท่าน ตราสัญลักษณ์ปีนักบุญเปาโล แนวทางปฏิบัติปีนักบุญเปาโล ห้องภาพ บทภาวนานักบุญเปาโล เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับท่าน วัดที่สร้างถวายนักบุญเปาโล และข้อมูลอื่นๆ ซึ่งจะพยายามเพิ่มเติมข้อมูลให้มากขึ้นตลอดทั้งปี
4. ผลิตสื่อดิจิตัล โดยการผลิต E-book เกี่ยวกับนักบุญเปาโล และ E-mail จดหมายนักบุญเปาโล ซึ่งออกมาในรูปของ DVD และ VCD
5. จัดทำเกมเกี่ยวกับนักบุญเปาโล ทั้งที่เป็นแผ่นกระดาษ แผ่นไวนิล และในรูป CD
6. จัดทำบอร์ด-นิทรรศการเคลื่อนที่ เกี่ยวกับประวัติของนักบุญเปาโล การเดินทาง และคำสอนของท่าน
7. ศึกษาค้นคว้าและติดตามข้อมูล การเฉลิมฉลองปีนักบุญเปาโล จาก www.annopaolino.org ซึ่งเป็นเว็บไซต์ทางการของพระศาสนจักรที่กรุงโรม สำหรับการฉลองนี้
8. จัดพิมพ์ที่คั่นหนังสือ โดยมีรูปและคำจากจดหมายของนักบุญเปาโล
9. จัดทำซีดีบทเพลงเกี่ยวกับพระวาจาและนักบุญเปาโล 17 เพลง โดยได้รับความร่วมมือจาก
สามเณรใหญ่วิทยาลัยแสงธรรม
10. ทำของที่ระลึก พวงกุญแจนักบุญเปาโล และสมุดไดอารี่พระวาจาจากจดหมายนักบุญเปาโล
|